การสูญเสียฟันแท้ไปทั้งปากไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพ แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการรับประทานอาหารและการออกเสียง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาวะโภชนาการและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ สิทธิประโยชน์รากฟันเทียมและฟันปลอม ภายใต้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) จึงเป็นมาตรการเชิงรุกที่รัฐจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพื่อให้ผู้สูงอายุไทยสามารถกลับมามีฟันเพื่อการบดเคี้ยวและดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
บทความนี้สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์การรับบริการ รายการวัสดุอุปกรณ์ และเงื่อนไขการใช้สิทธิเพื่อให้ผู้สูงอายุและบุตรหลานสามารถวางแผนการรับบริการได้อย่างถูกต้อง
ใครที่มีสิทธิรับบริการรากฟันเทียมและฟันปลอม?
ตามรายละเอียดในประกาศรายการบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคปีงบประมาณ 2568 (รายการบริการลำดับที่ 21) ซึ่งทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพ ได้ลงรายละเอียดเรื่องสิทธิประโยชน์นี้จัดสรรให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ดังนี้
- ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป: ที่มีสัญชาติไทยและมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
- ผู้ที่มีปัญหาการบดเคี้ยว: ได้แก่ ผู้ที่สูญเสียฟันแท้ทั้งปาก หรือผู้ที่มีปัญหาใส่ฟันปลอมแบบถอดได้แล้วหลวม โดยเฉพาะฟันปลอมล่างที่ไม่สามารถยึดติดได้ดี
- ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา: โดยเน้นการจัดสรรผ่านระบบ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการฟื้นฟูสุขภาพช่องปากได้อย่างทั่วถึง
ระยะเวลา และเงื่อนไขในการใช้สิทธิเป็นอย่างไร?
เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าและครอบคลุม ประชาชนควรทราบเงื่อนไขและระยะเวลาในการรับสิทธิประโยชน์ดังนี้
- การรับฟันปลอม: โดยทั่วไปสามารถรับสิทธิได้ 1 ครั้ง ในรอบ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของวัสดุอุปกรณ์
- การฝังรากฟันเทียม: เป็นบริการเสริมสำหรับผู้ที่มีปัญหาฟันปลอมล่างหลวมอย่างรุนแรง โดยแพทย์จะพิจารณาฝังรากฟันเทียมจำนวน 2 รากต่อคน เพื่อใช้เป็นฐานยึดเกาะฟันปลอมให้แน่นหนาขึ้น
- นโยบายการเข้าถึง: สามารถใช้สิทธิได้ตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ณ หน่วยบริการปฐมภูมิหรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ
- ค่าบริการ: รัฐสนับสนุนค่าบริการและค่าวัสดุรากฟันเทียมตามรายการบริการ (Fee Schedule) ทำให้ผู้สูงอายุได้รับบริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของรายการที่รัฐกำหนด
รายละเอียดบริการรากฟันเทียมและฟันปลอม
การให้บริการภายใต้สิทธิประโยชน์นี้มุ่งเน้นการบูรณะช่องปากตามมาตรฐานวิชาการของ กรมการแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย
- การทำฟันปลอมฐานอะคริลิก (Full Denture): การประดิษฐ์ฟันปลอมแบบถอดได้ทั้งปากเพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไป ทั้งขากรรไกรบนและล่าง
- การฝังรากฟันเทียม (Dental Implant): สำหรับกรณีที่โครงสร้างขากรรไกรล่างมีปัญหาในการยึดเกาะฟันปลอม ทันตแพทย์จะฝังรากฟันเทียมไทเทเนียมเพื่อช่วยยึดฐานฟันปลอมให้มั่นคงยิ่งขึ้น
- การปรับแต่งและการติดตามผล: หลังการส่งมอบฟันปลอมและรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะมีการนัดหมายเพื่อปรับแต่งฐานฟันให้พอดีและติดตามสุขภาพเหงือกอย่างต่อเนื่อง
วิธีการเข้ารับบริการ และสิ่งที่ต้องเตรียม
ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลสามารถดำเนินการขอรับบริการได้ตามขั้นตอนดังนี้
- สถานที่รับบริการ: ติดต่อโรงพยาบาลรัฐที่มีแผนกทันตกรรม หรือหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการรณรงค์รากฟันเทียมและฟันปลอมในพื้นที่
- เอกสารที่ต้องใช้: แสดง บัตรประจำตัวประชาชน (Smart Card) เพียงใบเดียวเพื่อตรวจสอบสิทธิและลงทะเบียนรับบริการ
- การประเมินเบื้องต้น: ทันตแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพช่องปากและประเมินความแข็งแรงของกระดูกขากรรไกรเพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับบริการมีความพร้อมในการฝังรากฟันเทียมและการทำฟันปลอม
สรุป
สิทธิประโยชน์รากฟันเทียมและฟันปลอมสำหรับผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันทั้งปาก คือความปรารถนาดีจากรัฐที่ต้องการคืนความสุขในการรับประทานอาหารและการมีสุขภาพที่ดีให้กับผู้สูงอายุไทย การเข้ารับบริการตามสิทธิประโยชน์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการบดเคี้ยว แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาทางโภชนาการที่อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ในกลุ่มผู้สูงอายุได้อย่างยั่งยืน
เพื่อให้คุณไม่พลาดการอัปเดตสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่สำคัญและข่าวสารการรักษาพยาบาลใหม่ ๆ อย่าลืมกดติดตาม The Medicative ทุกช่องทาง
มีข้อสงสัยเรื่องสิทธิ์ เข้ามาปรึกษา “เมดี้” ได้ตลอดเวลา
หากใครที่อยากทราบสิทธิเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพพื้นฐานฟรี สามารถติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่หน้าเว็บไซต์ The Medicative หรือแอด LINE “เมดี้” (Medy) เพื่อสอบถามข้อมูลต่าง ๆ เรื่องสิทธิได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเมดี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการรักษาสุขภาพของคนไทยไว้อย่างครอบคลุม เพื่อพร้อมตอบคำถามและคลายทุกความกังวลใจให้ตลอดเวลาเลยนะคะ


