Table of Contents
โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis) คือภาวะที่ไตอักเสบ โดยเฉพาะในส่วนของหน่วยกรองของไตที่เรียกว่า “โกลเมอรูลัส” (glomeruli) ซึ่งเป็นโครงสร้างเล็กๆ ที่ช่วยกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือดผ่านทางปัสสาวะ หากเกิดการอักเสบในบริเวณนี้ จะทำให้การทำงานของไตลดลง และหากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้ค่ะ
โรคไตอักเสบอาจเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลัน (acute) หรือแบบเรื้อรัง (chronic) โดยรูปแบบเรื้อรังมักจะดำเนินช้าๆ อย่างไม่แสดงอาการชัดเจน จนกว่าจะเกิดความเสียหายต่อไตมากแล้วค่ะ
โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis) ต่างจาก ติดเชื้อไตทั่วไปอย่างไร?
หลายคนมักสับสนระหว่างโรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis) กับการติดเชื้อไต (เช่น pyelonephritis) ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ประเภท | โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis) | การติดเชื้อไต (Pyelonephritis) |
ตำแหน่งที่อักเสบ | หน่วยไต (glomeruli) | กรวยไตและเนื้อเยื่อรอบข้าง |
สาเหตุ | ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ, โรคแพ้ภูมิตนเอง | การติดเชื้อแบคทีเรีย |
อาการเด่น | ปัสสาวะเป็นฟอง, ความดันโลหิตสูง, บวม | ปวดหลัง ปวดสีข้าง ไข้สูง |
การรักษา | ยากดภูมิ ยาขับน้ำ | ยาปฏิชีวนะ |
ดังนั้นแม้จะเกิดขึ้นที่ไตเหมือนกัน แต่โรคไตอักเสบเป็นปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน ในขณะที่การติดเชื้อไตเป็นการติดเชื้อจากภายนอกเข้าร่างกายค่ะ
สาเหตุของโรคไตอักเสบ
สาเหตุของโรคไตอักเสบสามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ:
1. โรคที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
- โรคลูปัส (SLE): ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีอวัยวะของตนเอง รวมถึงไต
- IgA Nephropathy: ภาวะที่ร่างกายสร้างแอนติบอดี IgA แล้วสะสมในไต
- Post-streptococcal GN: เกิดหลังการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น คออักเสบ
2. โรคเรื้อรังอื่น ๆ
- เบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมไม่ดี
- ภาวะติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสตับอักเสบ B หรือ C
3. สาเหตุไม่ทราบแน่ชัด
ในบางรายไม่สามารถหาสาเหตุได้แน่ชัด ซึ่งเรียกว่า “idiopathic glomerulonephritis” ค่ะ
อาการของโรคไตอักเสบ
โรคไตอักเสบอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก โดยเฉพาะในกลุ่มเรื้อรัง อย่างไรก็ตามควรระวังสัญญาณเตือนเหล่านี้:
- ปัสสาวะเป็นฟอง (บ่งบอกว่ามีโปรตีนในปัสสาวะ)
- ปัสสาวะเป็นเลือด
- บวมที่หน้า เท้า หรือรอบตา
- ความดันโลหิตสูง
- ปัสสาวะน้อย
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
หากมีอาการเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและปัสสาวะทันทีค่ะ
วิธีวินิจฉัยโรคไตอักเสบ
หากแพทย์สงสัยว่าคุณอาจเป็นโรคไตอักเสบ จะมีการตรวจหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่:
- การตรวจปัสสาวะ: เพื่อดูปริมาณโปรตีนและเลือดในปัสสาวะ
- การตรวจเลือด: วัดค่าการทำงานของไต เช่น creatinine, BUN
- การวัดความดันโลหิต: ความดันสูงผิดปกติเป็นสัญญาณหนึ่งของโรค
- การตรวจภาพถ่ายไต: เช่น อัลตราซาวด์ หรือ CT scan
- การตรวจชิ้นเนื้อไต (Kidney Biopsy): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยชนิดของโรคไตอักเสบค่ะ
แนวทางการรักษาโรคไตอักเสบ
การรักษาจะขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปจะมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้:
1. การควบคุมอาการ
- ยาควบคุมความดันโลหิต เช่น ACE inhibitors หรือ ARBs
- ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดอาการบวมน้ำ
2. การรักษาเฉพาะตามสาเหตุ
- หากเกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ: ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น steroids หรือ cyclophosphamide
- หากเกิดจากการติดเชื้อ: รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (เฉพาะกรณีเชื้อแบคทีเรีย)
3. การควบคุมภาวะแทรกซ้อน
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน
- ปรับอาหาร ลดโปรตีน และโซเดียม
4. การรักษาไตระยะสุดท้าย
หากโรคดำเนินไปสู่ไตวาย อาจต้องได้รับการฟอกไต หรือปลูกถ่ายไตค่ะ
โรคไตอักเสบสามารถหายได้ไหม?
ในบางรายที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะโรคไตอักเสบเฉียบพลัน อาการสามารถหายได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ อย่างไรก็ตาม หากปล่อยไว้นานเกินไปหรือเป็นชนิดเรื้อรัง โรคอาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังได้ จำเป็นต้องควบคุมและติดตามระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไตอักเสบ
Q1 : โรคไตอักเสบเกิดจากอะไร?
ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค แต่ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือเกิดหลังการติดเชื้อ เช่น คออักเสบ หรือไวรัสตับอักเสบ
Q2 : โรคไตอักเสบเป็นโรคติดต่อหรือไม่?
ไม่ใช่โรคติดต่อโดยตรง แต่บางกรณีอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ซึ่งตัวเชื้ออาจติดต่อได้ค่ะ
Q3 : โรคไตอักเสบรักษาหายขาดได้หรือไม่?
ถ้าเป็นชนิดเฉียบพลันและรักษาเร็ว โอกาสหายขาดมีสูง แต่ถ้าเป็นชนิดเรื้อรัง อาจต้องควบคุมอาการระยะยาว
Q4 : การปัสสาวะเป็นฟองทุกครั้งแปลว่าเป็นโรคไตอักเสบไหม?
ไม่เสมอไปค่ะ อาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย หรือมีโปรตีนปัสสาวะชั่วคราว แต่หากเกิดบ่อย ควรไปตรวจเพิ่มเติม
Q5 : คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ควรระวังโรคไตอักเสบอย่างไร?
ควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม ตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ และพบแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ
Q6 : ถ้ารู้ว่าตัวเองเสี่ยงโรคไตอักเสบ ควรทำอย่างไร?
ควรพบอายุรแพทย์หรือแพทย์โรคไตเพื่อตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะไตเสื่อมถาวร
Q7 : ผู้ป่วยโรคไตอักเสบต้องฟอกไตทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นค่ะ ถ้าได้รับการรักษาเร็วและเหมาะสมสามารถชะลอหรือป้องกันไตวายได้ แต่ในกรณีโรคดำเนินไปจนไตทำงานน้อยกว่า 15% อาจจำเป็นต้องฟอกไต
Q8 : โรคไตอักเสบเกี่ยวข้องกับโรคไตเรื้อรังหรือไม่?
เกี่ยวข้องโดยตรงค่ะ หากโรคไตอักเสบไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมหรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จะทำให้ไตค่อย ๆ เสื่อมลง จนกลายเป็นโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease – CKD) ในระยะต่อไป ซึ่งต้องอาศัยการดูแลระยะยาว เช่น การควบคุมอาหาร ยา และการติดตามการทำงานของไตเป็นประจำ
สรุป ดูแลไตให้ดี เริ่มต้นที่การรู้เท่าทันโรคไตอักเสบ
โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis) เป็นภัยเงียบที่สามารถทำลายการทำงานของไตไปอย่างช้า ๆ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก หลายคนอาจไม่รู้ตัวจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะไตเรื้อรังหรือไตวาย ซึ่งต้องการการดูแลต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูงค่ะ
ข่าวดีคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังสามารถใช้สิทธิการรักษาที่รัฐจัดไว้ได้ฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก เช่น


