เคยได้ยินข่าวคนที่ดูแข็งแรงดี แต่จู่ๆ ก็เกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินไหม? นั่นอาจเป็นสัญญาณของ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด และอาจพรากชีวิตในเวลาเพียงไม่กี่นาที
The Medicative ขอนำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับภาวะนี้ เพื่อให้คุณเข้าใจถึง สาเหตุ อาการ วิธีวินิจฉัย แนวทางการรักษา และวิธีป้องกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือแค่อยากรู้เพื่อดูแลคนที่คุณรัก บทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องและทันท่วงทีเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักทุกวินาที และ เวลา = ชีวิต มาเรียนรู้และปกป้องหัวใจของคุณไปพร้อมกัน!
ไปยังหัวข้อที่คุณสนใจ
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันคืออะไร?
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction, AMI) เป็นภาวะที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างเพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนขาดออกซิเจนและตายลง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจทำให้หัวใจล้มเหลวหรือหยุดเต้นเฉียบพลันได้
ชนิดของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial ischemia) สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ตามลักษณะของอาการและความรุนแรงของภาวะขาดเลือดที่เกิดขึ้น ได้แก่
1. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (acute myocardial ischemia)
เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันอย่างรวดเร็วจากลิ่มเลือดหรือการฉีกขาดของคราบไขมัน
มักทำให้เกิด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infarction, AMI) หรือ ภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดไม่คงที่ (unstable angina)
อาการมักรุนแรง เช่น เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก หน้ามืด หรือหมดสติ
จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วน เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือด หรือการทำหัตถการเปิดหลอดเลือด
2. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง (chronic myocardial ischemia)
เกิดขึ้นจาก ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ (coronary artery disease, CAD) ที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลงเป็นเวลานาน
มักทำให้เกิด ภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดคงที่ (stable angina) ซึ่งมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกขณะออกแรงหรือเครียด และดีขึ้นเมื่อพัก
อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ และมีแนวโน้มแย่ลงหากไม่ได้รับการรักษา
การรักษามักเน้นไปที่ การควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และการใช้ยาเพื่อป้องกันอาการกำเริบ หรือการการทำหัตถการเปิดหลอดเลือดหัวใจในกรณีที่ยังมีอาการ
3. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบไม่มีอาการ (silent myocardial ischemia)
เป็นภาวะที่ ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน แม้กล้ามเนื้อหัวใจจะได้รับเลือดไม่เพียงพอ
มักพบในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เคยมีภาวะหัวใจขาดเลือดมาก่อน
สามารถนำไปสู่ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจ (stress test)
สาเหตุของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักเกิดจากภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งมีปัจจัยหลักดังนี้
- หลอดเลือดหัวใจอุดตันจากคราบไขมัน (atherosclerosis)
- ไขมันและสารอื่น ๆ สะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง ซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดคราบไขมันแตก
- หากคราบไขมันแตกออก อาจกระตุ้นการเกิดลิ่มเลือดที่อุดตันทางเดินของเลือดอย่างเฉียบพลัน
- เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเลือดสูง
- ลิ่มเลือดอุดตัน (thrombosis)
- เมื่อคราบพลัคในหลอดเลือดหัวใจแตกออก ร่างกายจะกระตุ้นการสร้างลิ่มเลือดเพื่อซ่อมแซม
- ลิ่มเลือดที่มีขนาดใหญ่สามารถอุดตันหลอดเลือดได้ทันที ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ได้แบบเฉียบพลัน
- ภาวะหลอดเลือดหัวใจหดเกร็ง (coronary artery spasm)
- หลอดเลือดหัวใจหดตัวอย่างฉับพลัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง
- มักเกิดจากการสูบบุหรี่ การใช้สารเสพติด เช่น โคเคน หรือความเครียดสูง
- ภาวะหลอดเลือดหัวใจฉีกขาด (spontaneous coronary artery dissection)
- หลอดเลือดหัวใจมีภาวะฉีกขาด โดยมักพบในผู้หญิงอายุน้อย
อาการของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
อาการที่พบบ่อยของภาวะนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่โดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้
- เจ็บหน้าอกแบบกดทับ แน่น หรือแสบ
- อาการเจ็บหน้าอกมักรุนแรงและต่อเนื่องเกิน 15 นาที
- อาจร้าวไปที่แขนซ้าย คอ กราม หรือหลัง
- ความเจ็บปวดอาจเกิดขึ้นขณะพักหรือขณะทำกิจกรรม
- เหงื่อออกมาก ตัวเย็น
- ร่างกายพยายามตอบสนองต่อการขาดออกซิเจน ทำให้เหงื่อออกผิดปกติ
- ผิวซีดและเย็น อาจเป็นสัญญาณว่าหัวใจทำงานผิดปกติ
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย
- มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้หญิง ซึ่งอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน
- หายใจติดขัดหรือรู้สึกเหมือนขาดอากาศ
- วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน
- สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ
- อาจรู้สึกคลื่นไส้หรืออาเจียนโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
- ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- อาจรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเร็วหรือข้ามจังหวะ
- ในบางกรณีอาจเกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะนี้
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรค
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว
- ความดันโลหิตสูง
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- โรคอ้วน
- พฤติกรรมเสี่ยง
- การสูบบุหรี่
- การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและโซเดียมสูง
- ขาดการออกกำลังกาย
- ปัจจัยด้านอายุและเพศ
- พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปี และผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 55 ปี
- ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง
- ประวัติครอบครัว
- หากมีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคหัวใจหรือมีประวัติกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันก่อนวัย 55 ปีในผู้ชาย หรือ 65 ปีในผู้หญิง จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
หากเกิดภาวะนี้ต้องทำอย่างไร?
เมื่อเกิดอาการของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ต้องรีบดำเนินการดังนี้
- รีบโทรขอความช่วยเหลือทันที
- โทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือจากแพทย์ฉุกเฉิน หรือโทรเรียกรถพยาบาล
- หากอยู่ในโรงพยาบาล ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
- อย่าขับรถเอง
- ควรให้ผู้อื่นพาไปโรงพยาบาล หรือรอรถพยาบาล
- การขับรถเองอาจทำให้อาการแย่ลง หรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง
- เคี้ยวหรือกลืนยาแอสไพริน (aspirin)
- หากไม่มีอาการแพ้แอสไพริน ควรเคี้ยวหรือกลืนขนาด 300 มก. เพื่อช่วยป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด
- นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวมากเกินไป เพื่อลดภาระของหัวใจ
- ถ้ามียาไนโตรกลีเซอรีน (nitroglycerin) ให้ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
- อมใต้ลิ้นเพื่อช่วยขยายหลอดเลือดและลดอาการเจ็บหน้าอก
- ผู้พบเห็นควรสังเกตอาการของผู้ป่วย
- หากหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น ให้ทำ CPR ทันทีจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง
วิธีการวินิจฉัยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
หากสงสัยว่ามีภาวะนี้ แพทย์จะใช้วิธีการตรวจดังนี้
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram, ECG)
- บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อหาความผิดปกติ
- ใช้เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สำคัญและสามารถช่วยวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว
- ตรวจเลือด (cardiac biomarkers test)
- ตรวจระดับเอนไซม์ที่หัวใจปล่อยออกมาเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย
- เอนไซม์ที่สำคัญ ได้แก่ troponin และ CK-MB
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram, ECG)
- ตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ (echocardiogram)
- เป็นการตรวจดูการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ โดยหากมีภาวะขาดเลือด อาจเห็นการบีบตัวของหัวใจที่ลดลง
- ทั้งยังสามารถดูภาวะแทรกซ้อนจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้
- ตรวจภาพหลอดเลือดหัวใจ (coronary angiography)
- ใช้สารทึบรังสีฉีดเข้าหลอดเลือดหัวใจเพื่อดูการอุดตันของหลอดเลือด
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
- ใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
การรักษากล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
การรักษากล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันทำได้โดย
- การให้ยา
- ยาละลายลิ่มเลือด
- ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน
- ยาลดไขมันในเลือด เช่น statins
- ยาขยายหลอดเลือด เช่น nitrates
- การรักษาด้วยหัตถการและการผ่าตัด
- การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (angioplasty and stent placement)
- การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery bypass graft, CABG)
วิธีป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
- ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ
- หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์
- ลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
- กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแตกต่างจากภาวะหัวใจล้มเหลวหรือไม่
- กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ
- หัวใจล้มเหลวคือภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอ
- ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะนี้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
- ถ้าเริ่มมีอาการควรทำอย่างไร
- รีบโทร 1669 และอย่าขับรถเอง
- สามารถเกิดซ้ำได้หรือไม่
- สามารถเกิดซ้ำได้หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
สรุป
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แม้จะเป็นภาวะที่น่ากังวล แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดูแลสุขภาพหัวใจอย่างเหมาะสม และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีปัจจัยเสี่ยงหรือเริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือเหงื่อออกมากโดยไม่มีสาเหตุ อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเหล่านี้ เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิต รีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
หัวใจของคุณมีเพียงดวงเดียว อย่ารอให้มันส่งสัญญาณฉุกเฉินก่อนที่คุณจะเริ่มดูแลมัน การมีความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ ไม่เพียงช่วยป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยดูแลคนที่คุณรักได้อีกด้วย
สำหรับผู้ที่มองหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและแนวทางการรักษาโรคต่าง ๆ สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ The Medicative แหล่งรวมความรู้ด้านสุขภาพที่ครอบคลุม พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิ์การรักษา เพื่อให้คุณเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ
อ้างอิง
- https://www.msdmanuals.com/professional/cardiovascular-disorders/coronary-artery-disease/acute-myocardial-infarction-mi
- https://academic.oup.com/eurheartj/article/45/36/3701/7743417?login=false
- https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/16818-heart-attack-myocardial-infarction
- https://www.ejmi.org/pdf/Risk%20Factors%20for%20Acute%20Myocardial%20Infarction%20A%20Review-76486.pdf
- https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/heart-attack/symptoms-causes/syc-20373106
- https://www.escardio.org/Guidelines/Clinical-Practice-Guidelines/Acute-Coronary-Syndromes-ACS-Guidelines


