สื่อสารเรื่องราวสุขภาพในแบบที่สร้างสรรค์
ทีมงาน The Medicative | ติดต่อเรา
สื่อสารเรื่องราวสุขภาพในแบบที่สร้างสรรค์

คำแนะนำ: เริ่มค้นหาด้วยคำง่าย ๆ เช่น 

สิทธิบัตรทอง

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (mitral stenosis): อาการ สาเหตุ การรักษา

Share
โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ

คุณเคยสังเกตจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองไหม? เสียง “ตุบ-ตับ” ที่เราได้ยิน เป็นผลจากการทำงานของลิ้นหัวใจที่เปิด-ปิดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปตามเส้นทางที่ควรจะเป็น แต่ถ้าลิ้นหัวใจเริ่มตีบแคบลงล่ะ?

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (mitral stenosis) คือภาวะที่ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนติดขัด หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ในบทความนี้ The Medicative จะพาคุณไปรู้จักโรคนี้อย่างละเอียด พร้อมแนะนำแนวทางดูแลตัวเอง เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพหัวใจได้อย่างถูกต้อง

ไปยังหัวข้อที่คุณสนใจ

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (mitral stenosis) คืออะไร?

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (mitral stenosis) เป็นภาวะที่ ลิ้นหัวใจไมทรัล ซึ่งทำหน้าที่เปิด-ปิดระหว่างห้องบนซ้าย (left atrium) และห้องล่างซ้าย (left ventricle) มีการตีบแคบลง ทำให้เลือดไหลผ่านไปสู่ห้องล่างซ้ายได้ยากขึ้น ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมาได้

โรคนี้มักเกิดขึ้นจากภาวะอักเสบของลิ้นหัวใจ หรือการสะสมของหินปูน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและปัญหาสุขภาพร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษา

อาการของโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ

อาการของโรคนี้มักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มแสดงอาการชัดเจน อาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อ ลิ้นหัวใจตีบมากขึ้น และเลือดไหลเวียนผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของหัวใจโดยรวม

อาการที่พบบ่อย

  • เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก (dyspnea)
      • โดยเฉพาะเมื่อออกแรง เช่น เดินขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย
      • หากโรครุนแรง อาจเหนื่อยแม้ทำกิจกรรมเบา ๆ หรือแม้แต่นั่งพัก
  • หายใจลำบากเมื่อนอนราบ (orthopnea)
      • มักต้องใช้หมอนหนุนสูงหรือลุกขึ้นนั่งเพื่อหายใจสะดวกขึ้น
  • หายใจหอบตอนกลางคืน (paroxysmal nocturnal dyspnea – PND)
      • สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกหายใจไม่ออก ต้องลุกขึ้นมานั่งเพื่อให้หายใจดีขึ้น
  • ไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือด (hemoptysis)
      • เกิดจากความดันในหลอดเลือดปอดสูง ทำให้เส้นเลือดฝอยแตก
  • ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ (palpitations, atrial fibrillation)
      • เนื่องจากหัวใจห้องบนซ้ายต้องทำงานหนัก อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะ atrial fibrillation (AF)

อาการที่เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว

  • เท้าบวม ขาบวม (edema)
      • เกิดจากการคั่งของของเหลวเนื่องจากหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี
  • ท้องอืด แน่นท้อง ท้องมาน (ascites, hepatic congestion)
      • หากโรครุนแรงจนกระทบต่อหัวใจห้องขวา อาจทำให้เกิดการคั่งของเลือดในตับและช่องท้อง
  • เป็นลม หมดสติ (syncope)
      • อาจเกิดขึ้นในกรณีที่โรครุนแรงมาก หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ

อาการที่สัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของโรค

  • หลอดเลือดสมองอุดตัน (stroke) หรือ ลิ่มเลือดอุดตัน
      • หากเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (atrial fibrillation) อาจเพิ่มความเสี่ยงของลิ่มเลือดที่อาจหลุดไปอุดตันในสมอง
  • ความดันในปอดสูง (pulmonary hypertension)
      • ทำให้เกิดอาการเหนื่อย หายใจลำบากมากขึ้น

สาเหตุของโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (mitral stenosis)

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบเกิดจาก ความผิดปกติของลิ้นหัวใจไมทรัล ทำให้ลิ้นหัวใจหนาขึ้น แข็งตัว หรือมีพังผืดจนรูเปิดของลิ้นหัวใจแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนจากห้องบนซ้ายไปห้องล่างซ้ายได้น้อยลง

สาเหตุหลักของโรคนี้ ได้แก่

1. โรคไข้รูมาติก (rheumatic heart disease)

    • เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
    • เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus ซึ่งทำให้เกิด ไข้รูมาติก (rheumatic fever)
    • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำปฏิกิริยากับลิ้นหัวใจ ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเกิดการอักเสบ หนาตัว และเกิดพังผืด ทำให้รูเปิดของลิ้นหัวใจตีบลง

2. การเสื่อมสภาพของลิ้นหัวใจตามอายุ (degenerative mitral stenosis)

    • พบในผู้สูงอายุจาก การสะสมของแคลเซียมบริเวณลิ้นหัวใจ
    • ลิ้นหัวใจแข็งตัว ไม่สามารถเปิด-ปิดได้ดี ทำให้เกิดการตีบ

3. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital mitral stenosis)

    • บางคนเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติของลิ้นหัวใจไมทรัล เช่น
        • ลิ้นหัวใจหนาเกินไป
        • ลิ้นหัวใจเชื่อมติดกันผิดปกติ
        • ลิ้นหัวใจมีขนาดเล็กผิดปกติ
    • ความผิดปกติเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะตีบของลิ้นหัวใจตั้งแต่วัยเด็ก

4. ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรือเนื้องอกในหัวใจ

    • อาจเกิดจาก ลิ่มเลือดขนาดใหญ่ หรือเนื้องอกชนิด myxoma ในหัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งไปขัดขวางการไหลของเลือดผ่านลิ้นไมทรัล
    • ทำให้เกิดอาการคล้ายกับโรคลิ้นหัวใจตีบ

5. การฉายรังสีบริเวณหน้าอก (radiation-induced mitral stenosis)

    • ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายรังสีบริเวณหน้าอก อาจมีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจแข็งและตีบลง

6. โรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดพังผืดในลิ้นหัวใจ

    • โรคเอสแอลอี (systemic lupus erythematosus – SLE)
    • โรคไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis)
    • โรคไตเรื้อรัง อาจทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมหรือพังผืดที่ลิ้นหัวใจ

การวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ

แพทย์จะวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบโดยพิจารณาจาก อาการ ประวัติทางการแพทย์ และการตรวจร่างกาย ร่วมกับ การตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายทางการแพทย์ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรค

1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย

  • สอบถามอาการ เช่น เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ใจสั่น หรือไอเป็นเลือด

  • ตรวจร่างกายโดย ฟังเสียงหัวใจ ด้วย stethoscope อาจพบเสียงฟู่ (murmur) ที่เกิดจากเลือดไหลผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบ

  • ตรวจหาสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น เท้าบวม หรือการคั่งของเลือดในปอด

2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram – ECG หรือ EKG)

  • ตรวจหาความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ เช่น atrial fibrillation (AF)

  • อาจพบสัญญาณของหัวใจห้องบนซ้ายโตจากแรงดันที่เพิ่มขึ้น

3. การเอกซเรย์ทรวงอก (chest X-ray)

  • ตรวจดูขนาดของหัวใจ อาจพบ หัวใจห้องบนซ้ายโต

  • อาจเห็น ภาวะน้ำท่วมปอด หากมีความดันในปอดสูง

4. การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (echocardiogram – echo)

  • เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยโรค

  • สามารถเห็นความหนาของลิ้นหัวใจ ขนาดของรูเปิดลิ้นหัวใจ และปริมาณเลือดที่ไหลผ่านลิ้นหัวใจ

  • หากต้องการข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น อาจใช้ transesophageal echocardiography (TEE) ซึ่งเป็นการทำอัลตราซาวนด์หัวใจผ่านทางหลอดอาหารเพื่อดูหัวใจโดยตรง

5. การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ (exercise stress test)

  • ใช้ตรวจประเมินอาการขณะออกแรง เช่น อาการเหนื่อยง่าย หรือการเปลี่ยนแปลงของการเต้นของหัวใจ

  • ช่วยระบุว่าอาการเกิดจาก โรคลิ้นหัวใจตีบหรือโรคหัวใจอื่น ๆ

6. การสวนหัวใจและฉีดสี (cardiac catheterization)

  • ใช้ในกรณีที่ต้องการประเมินความรุนแรงของโรคอย่างละเอียด

  • ตรวจวัด ความดันในหัวใจ และ ดูว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจร่วมด้วยหรือไม่

การรักษาโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ

การรักษาโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบขึ้นอยู่กับ ระดับความรุนแรงของโรค และ อาการของผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และปรับปรุงคุณภาพชีวิต

1. การรักษาด้วยยา

การใช้ยาไม่สามารถรักษาลิ้นหัวใจที่ตีบให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่ช่วยควบคุมอาการและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

  • ยาขับปัสสาวะ (diuretics) – ลดอาการบวมและลดปริมาณของเหลวในปอด

  • ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น beta-blockers, calcium channel blockers หรือ digoxin – ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจและช่วยให้เลือดไหลผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบได้ดีขึ้น

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulants) เช่น warfarin หรือ direct oral anticoagulants (DOACs) – ลดความเสี่ยงของลิ่มเลือดที่อาจทำให้เกิด โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (atrial fibrillation – AF)

  • ยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียที่ลิ้นหัวใจ (antibiotics prophylaxis) – ใช้ในผู้ป่วยที่ต้องทำหัตถการทางทันตกรรมหรือการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงของ เยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อ (infective endocarditis)

2. การรักษาด้วยหัตถการ (invasive procedures)

หากอาการรุนแรงขึ้นหรือยาไม่สามารถควบคุมอาการได้ แพทย์อาจพิจารณาทำหัตถการเพื่อขยายหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

  • บอลลูนขยายลิ้นหัวใจ (percutaneous mitral balloon valvotomy – PMBV)

    • เป็นวิธีที่นิยมและมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่มีลิ้นหัวใจตีบจากไข้รูมาติก

    • แพทย์จะใส่สายสวนหัวใจพร้อมบอลลูนเข้าไปที่ลิ้นหัวใจไมทรัล และขยายบอลลูนเพื่อเปิดรูของลิ้นหัวใจให้กว้างขึ้น

    • เหมาะกับผู้ป่วยที่ลิ้นหัวใจยังยืดหยุ่น ไม่แข็งหรือมีหินปูนเกาะมาก

  • การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (mitral valve replacement – MVR)

    • ในกรณีที่ลิ้นหัวใจแข็งเกินไปหรือมีการตีบรุนแรง อาจต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจใหม่

    • สามารถใช้ ลิ้นหัวใจเทียมชนิดโลหะ (mechanical valve) หรือ ลิ้นหัวใจจากเนื้อเยื่อ (bioprosthetic valve)

    • ผู้ที่ใช้ ลิ้นหัวใจเทียมชนิดโลหะ ต้องรับประทาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือดตลอดชีวิต

  • การผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจ (mitral valve repair)

    • แพทย์อาจเลือกซ่อมแซมลิ้นหัวใจโดยการ ตัดพังผืดหรือเอาหินปูนออกแทนการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

    • เหมาะกับผู้ที่ลิ้นหัวใจยังพอใช้งานได้ แต่มีการตีบจากพังผืด

3. การดูแลตัวเองและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • หลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก หากมีอาการเหนื่อยง่าย

  • ควบคุมอาหาร ลดเกลือและน้ำ เพื่อลดอาการบวม

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีวิตามินเคสูง เช่น ผักใบเขียว หากต้องรับประทาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

  • รักษาสุขอนามัยช่องปาก และ พบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ

เข้ารับการตรวจหัวใจตามนัด เพื่อเฝ้าติดตามความรุนแรงของโรค

การป้องกันโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบส่วนใหญ่มักเกิดจาก ไข้รูมาติก (rheumatic fever) ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus ดังนั้น การป้องกันโรคนี้สามารถทำได้โดย การป้องกันการติดเชื้อ และการดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง

1. ป้องกันการติดเชื้อที่อาจนำไปสู่โรคไข้รูมาติก

  • รักษาโรคติดเชื้อคอหรือต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรียให้หายขาด
    • หากมีอาการเจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus ควรรีบพบแพทย์
    • รับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามแพทย์สั่งเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่เกี่ยวข้อง
    • เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งช่วยลดโอกาสติดเชื้อที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของหัวใจ
  • รักษาสุขอนามัยช่องปากและร่างกาย
    • แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ (infective endocarditis)
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อทางเดินหายใจ

2. ป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีความเสี่ยง

  • รับประทานยาป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (หากมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ตามคำแนะนำของแพทย์
  • ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ โดยเฉพาะหากเคยมีประวัติโรคหัวใจหรือไข้รูมาติก
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น
    • ควบคุมความดันโลหิต
    • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและลดการบริโภคเกลือ

3. การดูแลตัวเองในผู้ที่มีโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบแล้ว

  • พบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามอาการของโรค
  • ป้องกันการติดเชื้อก่อนทำหัตถการทางทันตกรรมหรือผ่าตัด โดยอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะล่วงหน้าในบางกรณี
  • เฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก หรือใจสั่น และรีบพบแพทย์หากอาการแย่ลง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

1. โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบอันตรายไหม?

ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองได้

2. โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
การใช้ยาอาจช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด วิธีที่สามารถแก้ปัญหาได้ถาวรคือการขยายลิ้นหัวใจด้วยบอลลูน หรือการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ

3. ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบควรหลีกเลี่ยงอะไร?

    • การออกกำลังกายหนักเกินไป
    • การบริโภคเกลือสูง ซึ่งอาจทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
    • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

4. โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบป้องกันได้หรือไม่?

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันโรคไข้รูมาติก โดยการรักษาการติดเชื้อในลำคอให้หายอย่างรวดเร็ว และดูแลสุขภาพหัวใจโดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูงและภาวะน้ำหนักเกิน

สรุป

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (mitral stenosis) ทำให้ลิ้นหัวใจตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวหากไม่ได้รับการรักษา อาการสำคัญ ได้แก่ เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก และหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การรักษามีตั้งแต่การใช้ยา ไปจนถึงการขยายหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ การตรวจวินิจฉัยและรักษาเร็วช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับข้อมูลสุขภาพและแนวทางการรักษาเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชม The Medicative แหล่งรวมความรู้ด้านสุขภาพที่ครบถ้วน พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิ์การรักษา เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ

อ้างอิง

บทความที่เกี่ยวข้อง

Latest Posts

การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (echocardiogram) เป็นวิธีที่ปลอดภัยและแม่นยำในการประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว หรือภาวะหัวใจโต โดยไม่ต้องใช้รังสีหรือผ่าตัด หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่เหมาะสม
โรคลิ้นหัวใจส่งผลต่อหัวใจและคุณภาพชีวิต หากปล่อยไว้ อาจทำให้หัวใจล้มเหลว อาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือแน่นหน้าอกจะมากขึ้นเมื่อโรครุนแรงขึ้น การรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้ยา ซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้น การดูแลสุขภาพและตรวจหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

Subscribe and Follow

หมวดหมู่ สุขภาพหัวใจ

ประเภทและอาการ
การวินิจฉัยและการรักษา
เรียนรู้การอยู่กับโรคหัวใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า