สื่อสารเรื่องราวสุขภาพในแบบที่สร้างสรรค์
ทีมงาน The Medicative | ติดต่อเรา
สื่อสารเรื่องราวสุขภาพในแบบที่สร้างสรรค์

คำแนะนำ: เริ่มค้นหาด้วยคำง่าย ๆ เช่น 

สิทธิบัตรทอง

ยาคุมฉุกเฉินใช้ให้ถูกเวลา ลดความเสี่ยงตั้งครรภ์หลังพลาดการป้องกัน

Share

ไปยังหัวข้อที่คุณสนใจ

ยาคุมฉุกเฉินเป็นตัวช่วย “หลังเกิดเหตุ” เมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือป้องกันแล้วแต่พลาด เช่น ถุงยางแตก/หลุด จุดสำคัญที่สุดคือ “กินให้เร็ว” และ “เลือกชนิดให้เหมาะ” เพราะประสิทธิภาพจะลดลงตามเวลา และไม่ใช่วิธีคุมกำเนิดที่ควรใช้เป็นประจำค่ะ

ภาพรวมการใช้ยาคุมฉุกเฉินให้ปลอดภัยและได้ผล

ยาคุมฉุกเฉินออกแบบมาเพื่อลดโอกาสตั้งครรภ์หลังมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง โดยทำงานหลักๆ ผ่านการยับยั้งหรือชะลอการตกไข่ (จึงต้องใช้ก่อนการตกไข่จะเกิดขึ้น) และไม่ได้มีประสิทธิภาพ 100% ดังนั้นการใช้ให้ถูกเวลาและปฏิบัติตัวหลังใช้จึงสำคัญมากค่ะ

  • ประสิทธิภาพจะดีที่สุดเมื่อกินเร็วที่สุดหลังมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง
  • ไม่ใช่ “ยาทำแท้ง” และไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
  • ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV หนองใน ซิฟิลิส

สรุปคือ ถ้าพลาดการป้องกัน อย่ารอให้ครบชั่วโมง ให้จัดการเรื่องเวลาและความถูกต้องของการใช้เป็นอันดับแรกค่ะ

ยาคุมฉุกเฉินคืออะไร

ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency contraceptive pill) คือยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานที่ใช้ “หลังมีเพศสัมพันธ์” เพื่อช่วยลดโอกาสตั้งครรภ์เมื่อมีความเสี่ยง โดยในท้องตลาดพบได้หลักๆ 2 กลุ่มค่ะ

ชนิดของยาคุมฉุกเฉินที่พบบ่อย

โดยทั่วไปจะพบ 2 ชนิดหลัก ซึ่งมีกรอบเวลาและข้อควรระวังต่างกัน

  • เลโวนอร์เจสเตรล 1.5 มก. หรือแบบ 0.75 มก. 2 เม็ด
  • มักแนะนำให้ใช้ภายใน 72 ชั่วโมง และยิ่งเร็วผลยิ่งดี
  • บางแนวทางอาจใช้ได้ถึง 120 ชั่วโมง แต่ประสิทธิภาพจะลดลงตามเวลา
  • อูลิพริสทัล อะซีเตต 30 มก.
  • ใช้ได้ภายใน 120 ชั่วโมง (5 วัน) และคงประสิทธิภาพได้ดีกว่าเมื่อเวลาผ่านไปเทียบกับเลโวนอร์เจสเตรล
  • มีข้อควรระวังเรื่องการเริ่มยาคุมฮอร์โมนแบบปกติหลังใช้ (ต้องเว้นช่วง)

นอกจากนี้ยังมีวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมากอย่าง “ห่วงอนามัยทองแดง” ที่ใส่ภายใน 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยงได้ (ต้องทำโดยแพทย์) และยังคุมกำเนิดต่อเนื่องได้ยาวค่ะ

สรุปคือ ยาคุมฉุกเฉินมีมากกว่าหนึ่งแบบ การรู้ชนิดของยาและกรอบเวลาจะช่วยให้เลือกใช้ได้ถูกต้องและลดความเสี่ยงได้จริงค่ะ

สาเหตุที่ทำให้ต้องใช้ยาคุมฉุกเฉิน

ยาคุมฉุกเฉินเหมาะสำหรับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงตั้งครรภ์จากการคุมกำเนิดที่ไม่เกิดขึ้นหรือผิดพลาด เช่น

  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางหรือไม่ใช้วิธีคุมกำเนิด
  • ถุงยางแตก รั่ว หลุด หรือใช้ผิดวิธี
  • หลั่งใน/มีน้ำอสุจิเข้าช่องคลอด หรือสงสัยว่าอาจมีการสัมผัสอสุจิบริเวณปากช่องคลอด
  • ลืมกินยาคุมกำเนิดชนิดรายวันหลายเม็ดติดต่อกัน หรือกินไม่ตรงเวลาอย่างมีนัยสำคัญ
  • แผ่นแปะ/ห่วงคุมกำเนิดฮอร์โมน/ยาฉีดคุมกำเนิด ใช้ไม่ตรงกำหนดหรือหลุด/เลื่อนนัด
  • ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

สรุปคือ “ความเสี่ยง” ไม่ได้มีแค่การไม่ป้องกันเท่านั้น แต่รวมถึงการป้องกันที่ผิดพลาดด้วยค่ะ

อาการหลังใช้ยาคุมฉุกเฉินที่พบได้

หลังใช้ยาคุมฉุกเฉิน บางคนไม่มีอาการอะไรเลย แต่บางคนอาจมีผลข้างเคียงจากฮอร์โมน ซึ่งมักเป็นชั่วคราวและค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ

อาการข้างเคียงที่พบบ่อย

ก่อนดูเป็นข้อๆ ขอเน้นว่าอาการเหล่านี้โดยมากไม่อันตราย แต่ควรสังเกตความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นค่ะ

  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มักเกิดในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
  • ถ้าอาเจียนเร็วเกินไป ยาอาจดูดซึมไม่ทัน (ดูหัวข้อการดูแลตัวเอง)
  • เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
  • เกิดได้จากผลของฮอร์โมนและความเครียดหลังเหตุการณ์
  • เจ็บคัดเต้านม
  • มักหายได้เอง
  • ปวดท้องน้อย หน่วงท้อง
  • พบได้ แต่หากปวดรุนแรงมากต้องระวังภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • เลือดออกกะปริดกะปรอย
  • พบได้ภายในไม่กี่วันถึง 1 สัปดาห์
  • รอบถัดไปอาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย

สรุปคือ อาการหลังใช้ยาคุมฉุกเฉินส่วนใหญ่เป็นผลข้างเคียงชั่วคราว แต่ถ้ารุนแรงหรือผิดปกติชัดเจนควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

วิธีรักษาความเสี่ยงตั้งครรภ์ด้วยยาคุมฉุกเฉิน

หัวใจของการใช้ยาคุมฉุกเฉินคือ “เร็ว” และ “ถูกชนิด/ขนาด” หากกำลังสงสัยว่า ยาคุมฉุกเฉินกินตอนไหน ให้ยึดหลักว่า กินทันทีที่ทำได้หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยงค่ะ

ยาคุมฉุกเฉินต้องกินภายในกี่ชั่วโมง

คำถามยอดนิยมคือ ยาคุมฉุกเฉินต้องกินภายในกี่ชั่วโมง คำตอบขึ้นกับชนิดยา

  • เลโวนอร์เจสเตรล
  • แนะนำภายใน 72 ชั่วโมง (3 วัน) และยิ่งเร็วผลยิ่งดี
  • อูลิพริสทัล อะซีเตต
  • ใช้ได้ภายใน 120 ชั่วโมง (5 วัน)

ย้ำอีกครั้งว่า “กินเร็วที่สุด” สำคัญกว่า “รอให้ใกล้ครบกรอบเวลา” เพราะโอกาสได้ผลจะลดลงตามเวลาค่ะ

สรุปคือ ถ้ามีความเสี่ยง ให้จัดการเรื่องเวลาเป็นอันดับแรก และอย่ารอให้ครบชั่วโมงค่ะ

วิธีใช้ยาคุมฉุกเฉินแบบ 1 เม็ดและ 2 เม็ด

ก่อนกินควรอ่านฉลาก/เอกสารกำกับยาเสมอ เพราะแต่ละยี่ห้ออาจระบุขนาดและวิธีใช้ชัดเจน

  • แบบ 1 เม็ด (เช่น เลโวนอร์เจสเตรล 1.5 มก.)
  • รับประทาน 1 เม็ดทันที
  • แบบ 2 เม็ด (เช่น เลโวนอร์เจสเตรล 0.75 มก. 2 เม็ด)
  • ปัจจุบันมักแนะนำให้กิน “พร้อมกัน 2 เม็ด” เพื่อความสะดวกและไม่พลาดเวลา (หากฉลากยี่ห้อนั้นระบุให้แบ่งห่าง 12 ชั่วโมง ให้ทำตามฉลาก)
  • อูลิพริสทัล อะซีเตต 30 มก.
  • รับประทาน 1 เม็ดทันที

สรุปคือ เลือกกินตามชนิดและขนาดที่ระบุ และเน้นความเร็วในการเริ่มใช้ค่ะ

ปัจจัยที่ทำให้ยาคุมฉุกเฉินได้ผลลดลง

ยาคุมฉุกเฉินไม่ใช่ยาวิเศษ มีหลายปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้

  • กินช้าเกินไปหลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง
  • อาเจียนหลังรับประทานไม่นาน ทำให้ยาดูดซึมไม่ทัน
  • ใช้ยาหรือสมุนไพรที่เร่งการทำลายยา (enzyme inducers) เช่น ยากันชักบางชนิด, rifampicin, ยาต้านไวรัสบางชนิด, สมุนไพร St. John’s wort
  • น้ำหนักตัวมาก/ค่า BMI สูง อาจทำให้ประสิทธิภาพของบางชนิดลดลง (ควรปรึกษาเภสัชกร/แพทย์เพื่อเลือกตัวเลือกที่เหมาะ)

สรุปคือ ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ อย่าฝืนเดาเอง ควรถามเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อเลือกทางที่เหมาะที่สุดค่ะ

การดูแลตัวเองหลังใช้ยาคุมฉุกเฉิน

หลัง กินยาคุมฉุกเฉิน แล้ว ยังมีสิ่งที่ควรทำต่อเพื่อป้องกันการพลาดซ้ำและเพื่อตรวจสอบผลลัพธ์อย่างปลอดภัยค่ะ

ดูแลตัวเองทันทีหลังรับประทานยา

เพื่อให้ยาทำงานได้เต็มที่และลดความกังวล ควรทำดังนี้

  • ถ้าอาเจียนภายใน 2–3 ชั่วโมงหลังรับประทาน
  • มีโอกาสที่ยาดูดซึมไม่ทัน ควรปรึกษาเภสัชกร/แพทย์ว่าควรกินซ้ำหรือไม่ (แนวทางขึ้นกับชนิดยา)
  • ถ้ามีเลือดออกกะปริดกะปรอย
  • สังเกตปริมาณและระยะเวลา หากมากผิดปกติหรือเวียนศีรษะหน้ามืดควรพบแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกันซ้ำในรอบเดือนเดียวกัน
  • เพราะยาคุมฉุกเฉินป้องกัน “เหตุการณ์ก่อนกินยา” ไม่ได้ป้องกันเหตุการณ์ใหม่หลังจากนั้น

สรุปคือ หลังใช้ยาแล้วต้อง “กันพลาดรอบต่อไป” ทันที ไม่ใช่กินแล้วจบค่ะ

คุมกำเนิดต่อเนื่องหลังใช้ยาคุมฉุกเฉิน

หลายคนพลาดตรงนี้ เพราะคิดว่ายาคุมฉุกเฉินครอบคลุมทั้งเดือน แต่จริงๆ ไม่ใช่ค่ะ

  • ถ้าใช้เลโวนอร์เจสเตรล
  • สามารถเริ่มยาคุมกำเนิดแบบปกติ (เช่น ยาคุมรายวัน) ได้ทันที
  • ควรใช้ถุงยางร่วมด้วยอย่างน้อย 7 วันแรกของการเริ่มยาคุมรายวัน
  • ถ้าใช้อูลิพริสทัล อะซีเตต
  • ควร “เว้น” ก่อนเริ่มยาคุมฮอร์โมนแบบปกติประมาณ 5 วัน (เพราะยาอาจตีกันและลดประสิทธิภาพ)
  • ระหว่างนี้ควรใช้ถุงยางทุกครั้ง และเมื่อเริ่มยาคุมรายวันแล้วให้ใช้ถุงยางต่ออีก 7 วัน

สรุปคือ เลือกแผนคุมกำเนิดต่อเนื่องให้เหมาะกับชนิดยา เพื่อไม่ให้มีช่องว่างที่เสี่ยงตั้งครรภ์ค่ะ

ควรตรวจการตั้งครรภ์เมื่อไรหลังใช้ยาคุมฉุกเฉิน

เพื่อความชัวร์ แนะนำดังนี้

  • ถ้าประจำเดือน “ช้ากว่าปกติมาก” (เช่น เกิน 7 วันจากที่ควรมาตามรอบเดิม) ให้ตรวจการตั้งครรภ์
  • หรือถ้ายังไม่แน่ใจ ให้ตรวจการตั้งครรภ์ประมาณ 3 สัปดาห์หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง
  • หากผลตรวจเป็นบวก หรือมีอาการสงสัยตั้งครรภ์ชัดเจน ควรพบแพทย์

สรุปคือ การตรวจให้แน่ใจช่วยลดความเครียด และทำให้ตัดสินใจขั้นต่อไปได้อย่างปลอดภัยค่ะ

การป้องกันการต้องพึ่งยาคุมฉุกเฉินบ่อย

การใช้ยาคุมฉุกเฉินซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสำหรับการคุมกำเนิดระยะยาว เพราะประสิทธิภาพต่ำกว่าวิธีคุมกำเนิดประจำ และอาจทำให้รอบเดือนรวนจนกังวลมากขึ้นค่ะ

ตัวเลือกป้องกันที่มักเหมาะกว่าในระยะยาว

ถ้าพลาดบ่อยหรือมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ ลองเลือกวิธีที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์

  • ถุงยางอนามัย
  • ช่วยป้องกันทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ควรฝึกใช้ให้ถูกวิธีและมีสำรอง
  • ยาคุมกำเนิดรายวัน
  • เหมาะกับคนที่กินยาได้สม่ำเสมอ
  • ยาฉีดคุมกำเนิด/ยาฝังคุมกำเนิด/ห่วงอนามัย
  • ลดปัญหาลืมและมีประสิทธิภาพสูง
  • วางแผน “วิธีสำรอง” ไว้ล่วงหน้า
  • เช่น ถ้าถุงยางแตกจะทำอะไร ต่อให้เครียดก็ยังทำตามแผนได้

สรุปคือ การป้องกันที่ดีคือเลือกวิธีคุมกำเนิดที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่หวังพึ่งยาคุมฉุกเฉินเป็นหลักค่ะ

ควรพบแพทย์เมื่อไรหลังใช้ยาคุมฉุกเฉิน

แม้ส่วนใหญ่จะปลอดภัย แต่บางอาการควรพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนหรือการตั้งครรภ์ค่ะ

  • ปวดท้องน้อยรุนแรงข้างใดข้างหนึ่ง หน้ามืด เป็นลม หรือปวดไหล่ร่วมด้วย
  • ต้องระวังภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก (โดยเฉพาะถ้าประจำเดือนขาด)
  • เลือดออกมากผิดปกติ เช่น ชุ่มผ้าอนามัยเร็วมาก มีลิ่มเลือดใหญ่ เวียนศีรษะมาก
  • ประจำเดือนขาดนาน หรือผลตรวจการตั้งครรภ์เป็นบวก
  • มีไข้ ตกขาวผิดปกติ ปวดแสบขัด หรือสงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • มีอาการแพ้ยา เช่น ผื่นลมพิษ หน้าบวม หายใจลำบาก

สรุปคือ ถ้ามีอาการรุนแรงหรือผิดปกติชัดเจน อย่ารอดูเอง ควรพบแพทย์ทันทีค่ะ

สรุปยาคุมฉุกเฉิน

ยาคุมฉุกเฉินเป็นทางเลือกที่ช่วยลดโอกาสตั้งครรภ์เมื่อมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง โดยหลักที่สำคัญที่สุดคือ “กินเร็วที่สุด” เลือกชนิดยาให้ตรงกรอบเวลา และต้องวางแผนคุมกำเนิดต่อหลังจากนั้น เพราะยาคุมฉุกเฉินไม่ได้ป้องกันเหตุการณ์ใหม่ในวันถัดๆ ไปค่ะ

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ที่เจอเข้าข่ายต้องใช้ยาคุมฉุกเฉินหรือควรเลือกวิธีคุมกำเนิดแบบไหน สามารถติดตามบทความสุขภาพเพิ่มเติมจาก The Medicative และใช้แชตบอท Medy เพื่อช่วยรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นและแนะนำประเด็นคำถามที่ควรถามเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนตัดสินใจได้ค่ะ (แต่ถ้ามีสัญญาณอันตราย แนะนำพบแพทย์ทันทีนะคะ) โดยสรุปคือ รู้เร็ว ตัดสินใจให้ถูก และดูแลต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงและความกังวลได้มากค่ะ

FAQ ยาคุมฉุกเฉิน

1) ยาคุมฉุกเฉินกินตอนไหน ถึงจะได้ผลดีที่สุด

กินทันทีที่ทำได้หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยงค่ะ ยิ่งเร็วประสิทธิภาพยิ่งดี อย่ารอให้ใกล้ครบกรอบเวลา

สรุปคือ เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของยาคุมฉุกเฉินค่ะ

2) ยาคุมฉุกเฉินต้องกินภายในกี่ชั่วโมง

ขึ้นกับชนิดยา โดยทั่วไปเลโวนอร์เจสเตรลแนะนำภายใน 72 ชั่วโมง ส่วนอูลิพริสทัลใช้ได้ถึง 120 ชั่วโมงค่ะ

สรุปคือ รู้ชนิดยาและนับเวลาจาก “ครั้งที่เสี่ยง” จะช่วยตัดสินใจได้ถูกค่ะ

3) กินยาคุมฉุกเฉินแล้วจะทำให้แท้งไหม

ไม่ใช่ยาทำแท้งค่ะ ยาคุมฉุกเฉินทำงานหลักๆ โดยยับยั้ง/ชะลอการตกไข่ ไม่ได้ยุติการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

สรุปคือ ยาคุมฉุกเฉินไม่ใช่ยาสำหรับยุติการตั้งครรภ์ค่ะ

4) กินยาคุมฉุกเฉิน แล้วเลือดออกกะปริดกะปรอยปกติไหม

พบได้ค่ะ มักเป็นเลือดออกเล็กน้อยและหายเอง แต่ถ้าออกมากผิดปกติหรือมีอาการหน้ามืด ควรพบแพทย์

สรุปคือ เลือดออกเล็กน้อยพบได้ แต่ต้องดู “ปริมาณและอาการร่วม” ค่ะ

5) กินยาคุมฉุกเฉินแล้วประจำเดือนจะเลื่อนกี่วัน

อาจมาเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ค่ะ โดยมากคลาดเคลื่อนไม่มาก แต่ถ้าช้ากว่าปกติมาก (เช่น เกิน 7 วัน) แนะนำตรวจการตั้งครรภ์

สรุปคือ รอบเดือนรวนได้ แต่ถ้า “ช้าชัดเจน” ควรตรวจให้แน่ใจค่ะ

6) อาเจียนหลังกินยาคุมฉุกเฉินต้องทำอย่างไร

ถ้าอาเจียนภายใน 2–3 ชั่วโมงแรก ยาอาจดูดซึมไม่ทัน ควรปรึกษาเภสัชกร/แพทย์ว่าต้องกินซ้ำหรือเปลี่ยนวิธีหรือไม่ค่ะ

สรุปคือ อาเจียนเร็วเกินไปอาจทำให้ยาไม่ได้ผล ควรขอคำแนะนำทันทีค่ะ

7) กินยาคุมฉุกเฉินได้บ่อยแค่ไหน

ไม่มีจำนวนครั้งตายตัว แต่ไม่แนะนำให้ใช้บ่อยเป็นวิธีประจำ เพราะประสิทธิภาพต่ำกว่าวิธีคุมกำเนิดหลัก และอาจทำให้รอบเดือนรวนจนเครียดค่ะ

สรุปคือ ใช้ได้เมื่อจำเป็น แต่ควรวางแผนคุมกำเนิดระยะยาวจะเหมาะกว่าค่ะ

8) หลังใช้ยาคุมฉุกเฉิน ยังต้องใส่ถุงยางไหม

ต้องใส่ค่ะ เพราะยาคุมฉุกเฉินไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์จากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งใหม่หลังจากกินยา และไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สรุปคือ หลังใช้ยาแล้ว “ป้องกันต่อ” สำคัญมากค่ะ

9) ใช้ยาคุมฉุกเฉินแล้วตรวจครรภ์เมื่อไรถึงแม่น

แนะนำตรวจประมาณ 3 สัปดาห์หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง หรือหากประจำเดือนช้ากว่าปกติมากให้ตรวจได้เลยค่ะ

สรุปคือ ตรวจตามช่วงเวลาที่เหมาะจะช่วยลดผลลวงและความกังวลค่ะ

10) ยาคุมฉุกเฉินป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ไหม

ไม่ได้ค่ะ ถ้ากังวลเรื่องความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางและพิจารณาตรวจตามความเสี่ยงกับสถานพยาบาล

สรุปคือ ยาคุมฉุกเฉินป้องกันได้เฉพาะ “โอกาสตั้งครรภ์” ไม่ได้ป้องกันโรคค่ะ

แพทย์ผู้เขียนบทความ

ยาคุมฉุกเฉินใช้ให้ถูกเวลา ลดความเสี่ยงตั้งครรภ์หลังพลาดการป้องกัน

Contact Channel:

บทความที่เกี่ยวข้อง

Latest Posts

No data was found

Subscribe and Follow

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า