สื่อสารเรื่องราวสุขภาพในแบบที่สร้างสรรค์
ทีมงาน The Medicative | ติดต่อเรา
สื่อสารเรื่องราวสุขภาพในแบบที่สร้างสรรค์

คำแนะนำ: เริ่มค้นหาด้วยคำง่าย ๆ เช่น 

สิทธิบัตรทอง

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)

Share
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) คือภาวะที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก (endometrial tissue) ไปเจริญเติบโตผิดที่นอกโพรงมดลูก เช่น ไปเจริญที่รังไข่ (ovary) ท่อนำไข่ (fallopian tube) หรือเยื่อบุช่องท้อง (peritoneum) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือน และอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้นะครับ แม้จะเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่กลับถูกวินิจฉัยล่าช้าถึง 6-10 ปี 

โรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาการปวดประจำเดือน แต่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงได้อย่างมากนะครับ ดังนั้นการทำความเข้าใจและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ควรใส่ใจอย่างยิ่ง

ไปยังหัวข้อที่คุณสนใจ

ความชุกของโรคและปัญหาในการวินิจฉัย

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยมีการประมาณว่าทั่วโลกมีผู้หญิงราว 10% ที่เป็นโรคนี้ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยมักล่าช้าไป 6-10 ปี ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ได้แก่

  • ความเขินอาย ไม่กล้าเข้ารับการตรวจ
  • ความเข้าใจผิด ว่าการปวดประจำเดือนรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
  • การขาดแพทย์เฉพาะทาง ทำให้การวินิจฉัยไม่แม่นยำ

โดยอัตราการพบโรคในกลุ่มต่าง ๆ มีดังนี้

  • ไม่มีอาการ – 1-7%
  • ผู้ที่ผ่าตัดมดลูกจากสาเหตุที่ไม่ใช่มะเร็ง – 15%
  • วัยรุ่นที่มีความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ – 40%
  • ผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก – สูงถึง 50%
  • วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่มีอาการปวดเชิงกรานเรื้อรัง – สูงถึง 70%

ชนิดของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (types of endometriosis)

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) แบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ตามตำแหน่งที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตผิดที่ โดยแต่ละชนิดมีระดับความซับซ้อนในการวินิจฉัยแตกต่างกัน

1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่บริเวณเยื่อบุช่องท้อง (peritoneal endometriosis)

  • เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด
  • พบที่เยื่อบุช่องท้อง (peritoneum) หรือผิวของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
  • มีลักษณะเป็นรอยโรคขนาดเล็ก อาจเป็นจุดสีน้ำตาล ดำ หรือแดง
  • มักจะไม่สามารถตรวจพบได้จากอัลตราซาวนด์ (ultrasound) หรือ MRI
  • มักต้องใช้การส่องกล้องตรวจอุ้งเชิงกราน (laparoscopy) พร้อมการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

2. ช็อกโกแลตซีสต์ หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในรังไข่ (ovarian endometrioma)

  • เป็นถุงน้ำในรังไข่ที่มีของเหลวสีน้ำตาลเข้มคล้ายช็อกโกแลตอยู่ (ซึ่งเกิดจากการสะสมของเลือดเก่า)
  • มักมีขนาดตั้งแต่ 2-10 ซม. อาจมีพังผืดที่ทำให้เกิดภาวะการเจริญพันธุ์บกพร่อง
  • สามารถตรวจพบได้ด้วยอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด (transvaginal ultrasound)
  • บางกรณีอาจใช้ MRI เพื่อช่วยแยกความแตกต่างจากซีสต์ประเภทอื่น
  • หากพบซีสต์ขนาดใหญ่ หรือมีอาการปวดท้องรุนแรงได้

3. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แบบลึก (deep infiltrating endometriosis – DIE)

  • เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด เพราะเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะแทรกลึกลงเข้าไปในเนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ในอุ้งเชิงกราน สามารถพบในบริเวณ
    • ผนังมดลูก (adenomyosis)
    • ลำไส้ใหญ่
    • กระเพาะปัสสาวะ
    • ช่องคลอดและท่อไต
  • อาจทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนรุนแรง หรือ ปวดลึก ๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์
  • การตรวจอัลตราซาวนด์อาจไม่พบรอยโรค อาจต้องใช้ MRI เพื่อระบุขนาดและตำแหน่งของรอยโรค
  • อาจต้องใช้การตรวจทางทวารหนัก (rectal exam) หรือการใช้อัลตราซาวนด์ทางทวารหนัก (rectal ultrasound) เพื่อช่วยระบุตำแหน่งของรอยโรคที่ลำไส้
  • อาจต้องอาศัยการส่องกล้อง (laparoscopy) และการตัดชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

อาการที่อาจสงสัยว่าเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

1. อาการปวด

  • ปวดประจำเดือนรุนแรง อาจร้าวไปถึงก้นกบหรือหลัง
  • ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • มีก้อนโตแน่นท้อง
  • เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
  • ปวดหลังและเอว (บางรายอาจเกิดจากไตบวมเพราะท่อไตถูกกดทับ)
  • ปวดไหล่ขวาเวลามีประจำเดือน (กรณีรอยโรคอยู่ที่กระบังลม)

2. ภาวะมีบุตรยาก

3. ปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย

  • ปัสสาวะลำบากช่วงมีประจำเดือน
  • อุจจาระเจ็บมากเวลามีประจำเดือน

4. สุขภาพจิตได้รับผลกระทบ

  • ในบางรายอาจเกิดภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล

หากมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติมครับ

ทำไมโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ถึงทำให้ปวด?

อาการปวดเกิดจากหลายกลไก ได้แก่

  1. การอักเสบของรอยโรค
    • ทำให้ร่างกายหลั่งสารอักเสบ เช่น พรอสตาแกลนดินและไซโตไคน์ กระตุ้นปลายประสาท ทำให้เกิดอาการปวด
  2. การกระตุ้นเส้นประสาท
    • รอยโรคที่อยู่ใกล้เส้นประสาทอาจทำให้เกิดการกดทับ ส่งสัญญาณปวดไปยังสมอง
  3. อาการปวดเรื้อรัง
    • แม้รอยโรคจะหาย สมองอาจจดจำความเจ็บปวด ทำให้เกิดอาการปวดต่อเนื่องได้
  4. พังผืดในช่องท้อง
    • การมีพังผืดอาจไปดึงรั้งอวัยวะในช่องท้อง ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง
  5. ปวดจากฮอร์โมน
    • เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น พรอสตาแกลนดิน ส่งผลให้เกิดอาการปวด

อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดรุนแรงหรือเรื้อรังไม่ควรชะล่าใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจรักษาเพิ่มเติม

ทำไมโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทำให้มีบุตรยาก?

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ทำให้มีบุตรยากจากหลายกลไก ดังนี้

1. อาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

  • เยื่อบุโพรงมดลูกที่ผิดปกติอาจทำให้เกิดการอักเสบและพังผืด ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia)
  • อาการเจ็บอาจทำให้ลดความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ ส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์

2. พังผืดในอุ้งเชิงกราน

  • พังผืดจากการอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้ท่อนำไข่อุดตัน หรือขยับตัวผิดปกติ
  • เมื่อท่อนำไข่ไม่สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม ทำให้ลดโอกาสที่อสุจิและไข่จะได้พบกัน

3. การอักเสบในอุ้งเชิงกราน

  • การอักเสบที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจทำให้เกิดสารอักเสบที่เป็นพิษต่อเซลล์สืบพันธุ์
  • สารเหล่านี้อาจลดคุณภาพของไข่ อสุจิ และตัวอ่อน ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง

4. เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติ

  • ในผู้ที่มีภาวะนี้ เยื่อบุโพรงมดลูกอาจเจริญเติบโตผิดปกติ ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
  • ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวได้อย่างมั่นคง หรือเสี่ยงต่อการแท้งในระยะเริ่มต้น

5. ฮอร์โมนไม่สมดุล

  • โรคนี้อาจทำให้ฮอร์โมน estrogen และ progesterone ผิดปกติ ส่งผลต่อการตกไข่ และการเตรียมของเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับการตั้งครรภ์
  • หากรอบเดือนผิดปกติ หรือไม่มีการตกไข่ โอกาสตั้งครรภ์จะลดลง

สาเหตุของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

ในปัจจุบัน ยังไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายสาเหตุของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ทั้งหมดนะครับ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอสมมติฐานหลัก ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค ได้แก่

1. ทฤษฎีประจำเดือนย้อนกลับ (Sampson’s theory of retrograde menstruation)

  • เป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด
  • เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าในช่วงมีประจำเดือน เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกบางส่วนอาจไหลย้อนกลับผ่านท่อนำไข่เข้าสู่ช่องท้อง แทนที่จะถูกขับออกทางช่องคลอด
  • เซลล์เหล่านี้สามารถฝังตัวและเจริญเติบโตในบริเวณอื่น ๆ เช่น รังไข่ ท่อนำไข่ หรือเยื่อบุช่องท้อง

2. ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ช่องท้อง (Coelomic metaplasia theory)

  • อธิบายว่าเซลล์ในช่องท้องสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกได้
  • การเปลี่ยนแปลงนี้อาจถูกกระตุ้นโดย ฮอร์โมน ปัจจัยทางพันธุกรรม หรือการอักเสบเรื้อรัง
  • ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายการเกิดโรคในผู้หญิงที่ไม่มีมดลูกหรือท่อนำไข่ได้ (ผ่าตัดออกแล้ว)

3. ทฤษฎีเซลล์ตัวอ่อน (embryonic rest theory)

  • อธิบายว่าเซลล์ตัวอ่อนของ Müllerian ducts (โครงสร้างของอวัยวะสืบพันธุ์ในระหว่างพัฒนาการของทารกในครรภ์) อาจยังคงอยู่และพัฒนาเป็นรอยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกในภายหลัง
  • ทฤษฎีนี้ช่วยอธิบายการพบรอยโรคในเด็กหญิงก่อนมีประจำเดือน

4. ทฤษฎีการแพร่กระจายของเซลล์ชนิดไม่ร้ายแรง (benign metastasis theory)

  • เสนอว่าเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอาจเดินทางผ่าน ระบบหลอดเลือดหรือน้ำเหลือง ไปยังบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย
  • ช่วยอธิบายการพบรอยโรคในอวัยวะที่ห่างไกลจากมดลูก เช่น ปอด สมอง หรือทางเดินอาหาร

5. ทฤษฎีสเต็มเซลล์ (stem cell theory)

  • เป็นทฤษฎีที่เสนอว่าสเต็มเซลล์จากไขกระดูกหรือเยื่อบุโพรงมดลูก อาจเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่ผิดปกติ และเจริญเติบโตเป็นรอยโรคเยื่อบุโพรงมดลูก

6. ทฤษฎีพันธุกรรมและอีพิเจเนติกส์ (genetic/epigenetic theory)

  • พบว่าผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป
  • การเปลี่ยนแปลงทางอีพิเจเนติกส์ (เช่น การเปิด-ปิดยีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน) ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเกิดโรค

เนื่องจากยังไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายการเกิดโรคได้อย่างสมบูรณ์ นักวิจัยจึงเชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่น ฮอร์โมน พันธุกรรม ระบบภูมิคุ้มกัน และสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์พยามหาสาเหตุการเกิดโรคเพื่อที่จะได้ป้องกันโรคให้ได้ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้

แนวทางการรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ เป้าหมายการรักษา และแผนการมีบุตรของผู้ป่วย โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่

1. การรักษาด้วยยา (medical treatment)

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หรือยังไม่ต้องการตั้งครรภ์

  • ยาแก้ปวด (NSAIDs – nonsteroidal anti-inflammatory drugs)

      • ใช้เพื่อลดอาการอักเสบและบรรเทาอาการปวด
      • ตัวอย่างยา: ibuprofen, naproxen
  • ยาฮอร์โมน (hormonal therapy)

    • ช่วยลดการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติ และควบคุมระดับฮอร์โมน
  • ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด (oral contraceptive pills – OCPs)
    • ช่วยปรับรอบเดือนและลดอาการปวด
  • GnRH agonists (gonadotropin-releasing hormone agonists)
    • เพื่อกดการทำงานของรังไข่เพื่อลดระดับเอสโตรเจน
  • ยากลุ่ม progestin 
    • เช่น dienogest ช่วยลดขนาดของรอยโรคและลดอาการปวด

2. การรักษาด้วยหัตถการและการผ่าตัด

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง ดื้อต่อการรักษาด้วยยา หรือมีแผนตั้งครรภ์

  • การส่องกล้องผ่าตัด (laparoscopic surgery)

      • ใช้เลเซอร์หรือจี้ไฟฟ้าเพื่อกำจัดรอยโรค
      • เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการวินิจฉัยและรักษา
  • เทคโนโลยีทำลายรอยโรคโดยไม่ต้องผ่าตัด

  • HIFU (high-intensity focused ultrasound)
  • Microwave ablation
    • Radiofrequency ablation
      • ใช้พลังงานความร้อนทำลายรอยโรคโดยตรง
  • การผ่าตัดมดลูกออก (hysterectomy)

    • เหมาะสำหรับกรณีรุนแรงที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล
    • อาจพิจารณาผ่าตัดรังไข่ออกด้วย หากอาการรุนแรงและไม่มีแผนตั้งครรภ์ในอนาคต

สรุป

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดประจำเดือนรุนแรง ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือแม้แต่ภาวะมีบุตรยาก หลายครั้งที่โรคนี้ถูกวินิจฉัยล่าช้า เนื่องจากอาการปวดประจำเดือนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ หรือบางท่านอาจรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะเข้ารับการตรวจ

ปัจจุบันเรามีวิธีการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น รวมถึงแนวทางการรักษาที่สามารถช่วยควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ทั้งการใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและชะลอการลุกลามของโรค ไปจนถึงการผ่าตัดในกรณีที่จำเป็น การได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

หากท่านมีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือสงสัยว่าอาจมีภาวะนี้ แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดผลกระทบในระยะยาวได้ครับ

  1.  
dr-to-input

แพทย์ผู้เขียนบทความ

นพ. โอฬาริก มุสิกวงศ์​
สูตินรีแพทย์ เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

แพทย์ผู้เขียนบทความ

นพ. โอฬาริก มุสิกวงศ์​
11161

Contact Channel:

บทความที่เกี่ยวข้อง

Latest Posts

No data was found

Subscribe and Follow

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า