สื่อสารเรื่องราวสุขภาพในแบบที่สร้างสรรค์
ทีมงาน The Medicative | ติดต่อเรา
สื่อสารเรื่องราวสุขภาพในแบบที่สร้างสรรค์

คำแนะนำ: เริ่มค้นหาด้วยคำง่าย ๆ เช่น 

สิทธิบัตรทอง

หัวใจเต้นช้า: อาการ สาเหตุ การรักษา

Share
หัวใจเต้นช้า

เคยรู้สึกเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย หรือเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุหรือไม่? อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (bradycardia) ภาวะที่หัวใจเต้นช้ากว่าปกติจนส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด หากปล่อยไว้โดยไม่รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้

ในบทความนี้ The Medicative จะพาคุณไปรู้จักกับ ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ อย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ กลุ่มเสี่ยง วิธีวินิจฉัย แนวทางการรักษา ไปจนถึงวิธีป้องกัน เพื่อให้คุณเข้าใจภาวะนี้มากขึ้น และดูแลสุขภาพหัวใจของตนเองและคนรอบข้างได้อย่างมั่นใจ มาร่วมค้นหาคำตอบไปด้วยกันว่าหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ อันตรายจริงหรือไม่?

ไปยังหัวข้อที่คุณสนใจ

ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติคืออะไร?

ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ หรือ bradycardia หมายถึงภาวะที่หัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางคน เช่น นักกีฬา อาจมีหัวใจเต้นช้าโดยธรรมชาติและไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่หากหัวใจเต้นช้าจนเลือดสูบฉีดไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด หรือหมดสติได้

อัตราการเต้นของหัวใจปกติแบ่งเป็น

  • อัตราปกติ: 60 – 100 ครั้งต่อนาที
  • bradycardia (หัวใจเต้นช้า): น้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที
  • tachycardia (หัวใจเต้นเร็ว): มากกว่า 100 ครั้งต่อนาที

สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ

ภาวะนี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น

  • สาเหตุทางกายภาพ
      • อายุที่มากขึ้น ทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจเสื่อมลง
      • โรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจล้มเหลว
      • ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (hypothyroidism)
  • ผลข้างเคียงจากยา
      • ยาลดความดันโลหิต เช่น beta-blockers
      • ยาต้านจังหวะหัวใจผิดปกติ
  • ภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท
      • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea)
      • ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ

อาการของภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ

ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติอาจไม่มีอาการในบางคน โดยเฉพาะในนักกีฬาหรือผู้ที่มีสมรรถภาพหัวใจแข็งแรง แต่หากหัวใจเต้นช้าจนทำให้ร่างกายได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติได้ ซึ่งอาการที่พบได้มีดังนี้

1. อาการเบื้องต้น

    • เวียนศีรษะ หน้ามืด – เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

    • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย – ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอ ทำให้รู้สึกไม่มีแรง

    • หายใจไม่อิ่ม – หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงปอดไม่พอ ทำให้หายใจลำบาก

    • สมองล้า ขาดสมาธิ – การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง อาจทำให้คิดช้า มึนงง

2. อาการรุนแรง

    • เป็นลมหมดสติ – หากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลงมาก อาจทำให้เป็นลมได้

    • เจ็บแน่นหน้าอก – อาจเกิดจากหัวใจทำงานหนักเกินไปหรือขาดเลือดไปเลี้ยง

    • ชีพจรเต้นช้ามากผิดปกติ – อาจต่ำกว่า 40 ครั้งต่อนาทีในบางกรณี

    • หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน – กรณีที่รุนแรงมาก อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

หากคุณมีอาการฉุกเฉิน เช่น หมดสติ หรือหัวใจเต้นช้ามากจนรู้สึกเวียนศีรษะ สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันทีผ่าน สิทธิ UCEP โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

3. อาการที่อาจเกิดร่วมกับโรคอื่น ๆ

    • บวมที่ขาและเท้า – บ่งบอกว่าหัวใจสูบฉีดเลือดไม่เพียงพอ

    • เหงื่อออกมากผิดปกติ – อาจเป็นสัญญาณว่าหัวใจทำงานหนักเกินไป

    • ความดันโลหิตต่ำ – ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียและวิงเวียน

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการเหล่านี้

  • หัวใจเต้นช้ากว่า 50 ครั้งต่อนาทีอย่างต่อเนื่อง
  • มีอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือเป็นลมบ่อยครั้ง
  • หายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
  • หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ รู้สึกว่าหัวใจหยุดเต้นเป็นช่วง ๆ

หากอาการรุนแรง เช่น หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น ควรรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังสำหรับภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ

ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (bradycardia) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ ซึ่งควรเฝ้าระวังและตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ

1. ผู้สูงอายุ

    • อายุที่มากขึ้นส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหัวใจเสื่อมลง

    • เสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดตีบและโรคหัวใจอื่น ๆ

2. ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด

    • โรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

    • โรคหัวใจล้มเหลว

    • โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

3. ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ

    • ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (hypothyroidism) ซึ่งทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง

    • โรคพาร์กินสันหรือโรคเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติ

4. ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ

    • ยาลดความดันโลหิต เช่น beta-blockers และ calcium channel blockers

    • ยารักษาโรคหัวใจ เช่น digoxin

    • ยานอนหลับหรือยาคลายเครียดบางชนิด

5. ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea)

    • ภาวะนี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจและทำให้หัวใจเต้นช้าลง

6. นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนักเป็นประจำ

    • นักกีฬามักมีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าคนทั่วไป แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ หรือเป็นลม ควรพบแพทย์

7. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

    • หากมีพ่อแม่หรือพี่น้องเคยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรเฝ้าระวังและตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ

8. ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

    • ส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

9. ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดหัวใจหรือรักษาด้วยรังสีที่บริเวณหน้าอก

    • อาจมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าหัวใจในระยะยาว

วิธีการวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ

การวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติทำได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ซึ่งจะใช้วิธีการตรวจต่าง ๆ เพื่อระบุสาเหตุและระดับความรุนแรงของภาวะนี้

1. การซักประวัติทางการแพทย์และการตรวจร่างกาย

    • แพทย์จะสอบถามอาการที่พบ เช่น เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย หรือหมดสติ

    • ตรวจดูสัญญาณชีพจร รวมถึง อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต

    • ซักถามประวัติการใช้ยา (ยาลดความดันโลหิต ยาโรคหัวใจ ยานอนหลับ ฯลฯ)

    • พิจารณาประวัติสุขภาพครอบครัว ว่ามีโรคหัวใจหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่

2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram: ECG หรือ EKG)

    • เป็นการตรวจวัดสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจ

    • สามารถตรวจพบ ภาวะหัวใจเต้นช้า และความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจได้

    • ใช้เวลาไม่นาน และเป็นวิธีที่ง่ายและแม่นยำ

3. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง (holter monitor)

    • เป็นการติดเครื่องบันทึกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ (คล้าย ECG แบบพกพา) เพื่อบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจตลอดทั้งวัน

    • เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เช่น เวียนศีรษะ หรือหมดสติเป็นครั้งคราว

    • แพทย์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดูว่า หัวใจมีอัตราการเต้นผิดปกติช่วงเวลาใด

4. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (exercise stress test)

    • ใช้เพื่อตรวจสอบการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย (เดินสายพานหรือปั่นจักรยาน)

    • เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นช้าแต่เกิดขึ้นเฉพาะในบางสถานการณ์

5. การตรวจหัวใจด้วยเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ (event monitor)

    • เป็นอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกการเต้นของหัวใจเป็นระยะเวลานานกว่าการตรวจ holter monitor

    • ผู้ป่วยสามารถกดปุ่มบันทึกเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ หรือใจสั่น

    • ใช้สำหรับผู้ที่มีอาการไม่บ่อยครั้ง แต่สงสัยว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

6. การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ (echocardiogram)

    • ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อดูโครงสร้างของหัวใจและการทำงานของลิ้นหัวใจ

    • สามารถช่วยตรวจหาสาเหตุของภาวะหัวใจเต้นช้า เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ

7. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (blood tests)

    • ตรวจหาสาเหตุที่อาจส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ เช่น

        • ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (hypothyroidism)

        • ระดับโพแทสเซียมหรือแคลเซียมผิดปกติ

        • ภาวะโลหิตจาง ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน

8. การตรวจระบบไฟฟ้าหัวใจ (electrophysiology study: EPS)

    • เป็นการตรวจเฉพาะทางที่ใช้สายสวนหัวใจเพื่อตรวจระบบไฟฟ้าหัวใจโดยตรง

    • ใช้ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจที่ต้องการการรักษาเพิ่มเติม เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker)

หากคุณยังไม่มีอาการแต่สงสัยว่าหัวใจเต้นช้าผิดปกติ สามารถเข้ารับการ ตรวจคัดกรองหัวใจฟรี ตามสิทธิคนไทยทุกคน เพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น

วิธีการรักษาภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ

การรักษาภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติขึ้นอยู่กับ สาเหตุและความรุนแรงของอาการ หากภาวะนี้ไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติ อาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่หากมีอาการ เช่น เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย หรือหมดสติ แพทย์อาจพิจารณาวิธีการรักษาต่อไปนี้

1. การรักษาสาเหตุที่เป็นต้นเหตุของภาวะหัวใจเต้นช้า

หากภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติเกิดจากปัจจัยภายนอกหรือโรคที่สามารถรักษาได้ การแก้ไขที่ต้นเหตุอาจช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจกลับมาเป็นปกติ

    • ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (hypothyroidism): ให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน

    • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea): ใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP

    • ภาวะความไม่สมดุลของเกลือแร่ (electrolyte imbalance): ปรับระดับโพแทสเซียมหรือแคลเซียมในเลือด

2. การปรับเปลี่ยนยา

    • หากภาวะหัวใจเต้นช้าเกิดจาก ยาลดความดันโลหิต ยารักษาโรคหัวใจ หรือยาระงับประสาท แพทย์อาจพิจารณาลดขนาดยา เปลี่ยนยา หรือหยุดยา

    • ยาที่อาจเป็นสาเหตุ เช่น

        • beta-blockers (เช่น metoprolol, propranolol)

        • calcium channel blockers (เช่น verapamil, diltiazem)

        • digoxin ซึ่งใช้รักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ

3. การใช้ยาเพื่อกระตุ้นหัวใจ

ในบางกรณี แพทย์อาจใช้ยาเพื่อช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น

    • Atropine – ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจชั่วคราว

    • Isoproterenol – ใช้ในกรณีที่ร่างกายมีภาวะหัวใจเต้นช้ารุนแรง แต่ไม่สามารถใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจได้ทันที

4. การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker)

หากภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติรุนแรง หรือเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยยา แพทย์อาจแนะนำให้ ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker)

การรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) อยู่ในขอบเขตของ สิทธิประกันสังคมสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ซึ่งสามารถเข้ารับการรักษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในสถานพยาบาลตามสิทธิ

ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติอันตรายหรือไม่?

ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (bradycardia) อาจไม่เป็นอันตรายในบางกรณี แต่ในบางคนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ขึ้นอยู่กับ ระดับความรุนแรง สาเหตุ และอาการที่เกิดขึ้น

1. กรณีที่ไม่เป็นอันตราย

ในบางสถานการณ์ bradycardia อาจไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น

    • นักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ – มีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำโดยธรรมชาติ เนื่องจากหัวใจมีประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดดีขึ้น

    • ขณะนอนหลับ – หัวใจมักเต้นช้าลงเป็นเรื่องปกติ โดยอาจต่ำถึง 40-50 ครั้งต่อนาที

    • ไม่มีอาการผิดปกติร่วมด้วย – หากหัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาทีแต่ร่างกายยังทำงานปกติ ไม่มีอาการวิงเวียน หน้ามืด หรืออ่อนเพลีย ก็อาจไม่เป็นอันตราย

2. กรณีที่อาจเป็นอันตราย

ภาวะหัวใจเต้นช้าอาจเป็นอันตรายได้ หากมีอาการแสดงถึงปัญหาการไหลเวียนของเลือด เช่น

    • เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือหมดสติ – อาจเกิดจากสมองได้รับเลือดไม่เพียงพอ

    • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย – ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอ ส่งผลให้ไม่มีแรง

    • หายใจลำบาก – หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงปอดไม่เพียงพอ

    • เจ็บแน่นหน้าอก – อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจขาดเลือด

    • หัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมกับ bradycardia – อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวหรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • หัวใจเต้นต่ำกว่า 50 ครั้งต่อนาที อย่างต่อเนื่อง
  • รู้สึก เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือเป็นลมบ่อยครั้ง
  • หายใจไม่อิ่ม หรือ หายใจติดขัดโดยไม่มีสาเหตุ
  • มีอาการ เจ็บแน่นหน้าอก หรือหัวใจเต้นผิดปกติ

หากอาการรุนแรง เช่น หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น ควรรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที

การป้องกันภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ

แม้ว่าภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติอาจเกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุ หรือโรคทางพันธุกรรม แต่ยังมีหลายวิธีที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะนี้ได้

1. ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ

    • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจ

    • ตรวจความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลเป็นประจำ

    • หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือโรคหัวใจ ควรพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

2. ควบคุมโรคประจำตัว

    • โรคหัวใจ: ควบคุมอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจหรือภาวะหัวใจล้มเหลว

    • ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน (hypothyroidism): รักษาด้วยฮอร์โมนไทรอยด์

    • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea): ใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP

3. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นช้า

    • หลีกเลี่ยง การใช้ยา ที่อาจทำให้หัวใจเต้นช้า เช่น

        • beta-blockers (ยาลดความดันโลหิต)

        • calcium channel blockers (ยารักษาโรคหัวใจ)

        • digoxin (ยาสำหรับหัวใจเต้นผิดจังหวะ)

    • หลีกเลี่ยง สารกระตุ้นที่อาจกดการทำงานของหัวใจ เช่น

        • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

        • การสูบบุหรี่

        • การใช้ยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับโดยไม่จำเป็น

4. ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีต่อหัวใจ

    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ

        • ลดการบริโภค ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์

        • เพิ่มการบริโภค ผัก ผลไม้ ธัญพืช และปลา

        • ลดการบริโภค โซเดียม (เกลือ) เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง

    • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

        • ควรออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน

        • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักเกินไปหากมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

    • จัดการความเครียด

      • ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น โยคะ การทำสมาธิ หรือการหายใจลึก ๆ

      • นอนหลับให้เพียงพอ (7-9 ชั่วโมงต่อคืน)

5. หลีกเลี่ยงสารพิษและยาที่อาจส่งผลต่อหัวใจ

    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารพิษที่อาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต เช่น สารตะกั่ว หรือสารเคมีบางชนิด

    • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบหัวใจและความดันโลหิต

6. สังเกตอาการผิดปกติของหัวใจ

    • หากมีอาการ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือเป็นลมบ่อยครั้ง ควรรีบพบแพทย์

    • หากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ

1. ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติอันตรายแค่ไหน? 

      • หากไม่มีอาการ อาจไม่เป็นอันตราย แต่หากมีอาการ เช่น หน้ามืด เป็นลม ควรพบแพทย์

2. ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

      • หากเกิดจากยาหรือภาวะชั่วคราว สามารถแก้ไขได้ แต่หากเกิดจากปัญหาของระบบไฟฟ้าหัวใจ อาจต้องใช้ pacemaker

3. นักกีฬาที่มีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำถือว่าเป็น bradycardia หรือไม่?

      • นักกีฬามักมีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำโดยธรรมชาติ หากไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ถือว่าเป็นภาวะ bradycardia ที่เป็นอันตราย

4. เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์หากหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ?

      • ควรพบแพทย์หากมีอาการวิงเวียน อ่อนเพลีย หรือหมดสติ

5. การติดตั้งเครื่องกระตุ้นหัวใจมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

      • อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หรือปัญหาจากการผ่าตัด แต่โดยทั่วไปปลอดภัยและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สรุป

ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (bradycardia) อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับบางคน แต่สำหรับบางรายอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ หากหัวใจเต้นช้าจนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หายใจลำบาก หรือในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นหมดสติได้ ดังนั้น การรู้จักสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพหัวใจได้อย่างเหมาะสม

การป้องกันภาวะนี้สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ ควบคุมโรคประจำตัว และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาที่ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ หากคุณมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำที่ถูกต้อง

สำหรับผู้ที่มองหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและแนวทางการรักษาโรคต่าง ๆ สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ The Medicative แหล่งรวมความรู้ด้านสุขภาพที่ครอบคลุม พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิ์การรักษา เพื่อให้คุณเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ

อ้างอิง

บทความที่เกี่ยวข้อง

Latest Posts

การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (echocardiogram) เป็นวิธีที่ปลอดภัยและแม่นยำในการประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว หรือภาวะหัวใจโต โดยไม่ต้องใช้รังสีหรือผ่าตัด หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่เหมาะสม
โรคลิ้นหัวใจส่งผลต่อหัวใจและคุณภาพชีวิต หากปล่อยไว้ อาจทำให้หัวใจล้มเหลว อาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือแน่นหน้าอกจะมากขึ้นเมื่อโรครุนแรงขึ้น การรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้ยา ซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้น การดูแลสุขภาพและตรวจหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

Subscribe and Follow

หมวดหมู่ สุขภาพหัวใจ

ประเภทและอาการ
การวินิจฉัยและการรักษา
เรียนรู้การอยู่กับโรคหัวใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า