โรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (ventricular septal defect: VSD) เป็นหนึ่งในโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่พบได้บ่อย หลายคนอาจไม่รู้ว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีภาวะนี้ เพราะในบางกรณีอาจไม่มีอาการชัดเจน บทความนี้ The Medicative จะพาคุณไปรู้จัก VSD ให้มากขึ้น ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีการวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางการรักษา เพื่อให้คุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ให้มากขึ้น
ไปยังหัวข้อที่คุณสนใจ
โรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (Ventricular Septal Defect: VSD) คืออะไร?
โรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (ventricular septal defect: VSD) เป็น ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ที่เกิดจากการมีรูรั่วที่ผนังกั้นระหว่าง หัวใจห้องล่างซ้ายและหัวใจห้องล่างขวา
ผลของโรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว
เมื่อมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจ เลือดที่มีออกซิเจนจากหัวใจห้องล่างซ้ายจะไหลย้อนกลับไปยังหัวใจห้องล่างขวา ทำให้เลือดที่ควรไปเลี้ยงร่างกายไหลกลับไปที่ปอดมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือปอดมีความดันโลหิตสูงได้
อาการของโรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว
อาการของโรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่วขึ้นอยู่กับ ขนาดของรูรั่ว และ ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านระหว่างหัวใจห้องล่าง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่ รูรั่วขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ซึ่งมีลักษณะอาการแตกต่างกันไป
1. รูรั่วขนาดเล็ก
- มักไม่มีอาการชัดเจน
- อาจตรวจพบเสียงฟู่ของหัวใจ (heart murmur) ระหว่างการตรวจสุขภาพ
- ในบางกรณี รูรั่วสามารถปิดเองได้โดยไม่ต้องรักษา
2. รูรั่วขนาดกลางถึงใหญ่
เมื่อรูรั่วมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเกิดอาการผิดปกติ เช่น
- หายใจเร็ว หายใจลำบาก โดยเฉพาะขณะออกแรงหรือดูดนมในทารก
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม้ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย
- น้ำหนักขึ้นช้า หรือพัฒนาการล่าช้า ในเด็กเล็ก
- เหงื่อออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะระหว่างให้นมหรือออกกำลังกาย
- ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ
3. อาการของภาวะแทรกซ้อน
หากไม่ได้รับการรักษา VSD อาจนำไปสู่ภาวะ ความดันโลหิตในปอดสูง (pulmonary hypertension) หรือ ภาวะหัวใจล้มเหลว ส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น
- บวมที่ขา เท้า หรือหน้าท้อง จากการคั่งของของเหลว
- ตัวเขียว (cyanosis) เนื่องจากออกซิเจนในเลือดต่ำ
- หัวใจเต้นผิดปกติ หรือเต้นเร็วเกินไป (tachycardia)
สาเหตุของโรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (Ventricular Septal Defect: VSD)
โรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (VSD) เป็นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากการพัฒนาของหัวใจที่ไม่สมบูรณ์ในระหว่างการตั้งครรภ์ ส่งผลให้มีรูรั่วที่ผนังกั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและขวา
สาเหตุหลักของ VSD
- ความผิดปกติแต่กำเนิด (congenital defect)
- เกิดขึ้นในระหว่างพัฒนาการของทารกในครรภ์ โดยปกติแล้วผนังกั้นหัวใจห้องล่างจะปิดสนิทก่อนคลอด แต่ในบางกรณีผนังส่วนนี้อาจไม่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดรูรั่ว
- เป็นหนึ่งในโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่พบได้บ่อย
- ปัจจัยทางพันธุกรรมและกรรมพันธุ์
- หาก พ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวเคยมีภาวะ VSD หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โอกาสที่ทารกจะเกิดมาพร้อมกับภาวะนี้อาจสูงขึ้น
- พบได้บ่อยใน กลุ่มอาการทางพันธุกรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome)
- ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมในระหว่างตั้งครรภ์
- การได้รับ สารพิษ หรือยาบางชนิด ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
- การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน (rubella)
- การสัมผัสสารอันตราย เช่น แอลกอฮอล์ ยาเสพติด หรือสารเคมีบางชนิด
- โรคของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคเบาหวารขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes) หรือ โรคลูปัส (lupus)
- ภาวะ VSD ที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired VSD)
- แม้ว่าจะพบได้น้อยมาก แต่ในบางกรณี VSD อาจเกิดขึ้นในภายหลัง เนื่องจากภาวะอื่น ๆ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (heart attack/ myocardial infarction) ซึ่งส่งผลให้เกิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจ
การวินิจฉัยโรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว
การวินิจฉัย VSD อาศัยการตรวจร่างกายและการทดสอบทางการแพทย์เพื่อประเมินขนาดของรูรั่วและผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
การตรวจร่างกายเบื้องต้น
แพทย์จะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจ (stethoscope) เพื่อตรวจหา เสียงฟู่ของหัวใจ (heart murmur) ซึ่งเป็นสัญญาณของการไหลเวียนของเลือดผิดปกติที่อาจเกิดจาก VSD
การทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (echocardiogram – echo)
ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสร้างภาพของหัวใจเพื่อดูขนาดของรูรั่วและลักษณะการไหลเวียนของเลือด สามารถทำได้ทั้งแบบ ผ่านผนังหน้าอก (TTE) และ ผ่านหลอดอาหาร (TEE) ซึ่งให้ภาพที่คมชัดยิ่งขึ้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram – ECG หรือ EKG)
เป็นการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจเพื่อตรวจหาจังหวะการเต้นผิดปกติหรือภาวะผิดปกติที่สัมพันธ์กับ VSDเอกซเรย์ทรวงอก (chest X-ray)
ตรวจดูขนาดของหัวใจและภาวะน้ำท่วมปอดที่อาจเกิดจากเลือดไหลเวียนผิดปกติการตรวจสมรรถภาพหัวใจ (stress echocardiogram)
ใช้ในกรณีที่สงสัยว่าผลกระทบของ VSD อาจรุนแรงขึ้นเมื่อมีการออกแรง- การตรวจสวนหัวใจ (cardiac catheterization)
ใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงดันในหัวใจและหลอดเลือด โดยแพทย์จะสอดสายสวนเข้าไปในหลอดเลือดเพื่อฉีดสารทึบรังสีและดูการไหลเวียนของเลือดและวัดความดันในห้องหัวใจ
การรักษาโรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (ventricular septal defect: VSD)
การรักษา VSD ขึ้นอยู่กับขนาดของรูรั่ว ระดับความรุนแรงของอาการ และผลกระทบต่อหัวใจและปอด โดยแพทย์จะเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
1. การเฝ้าติดตามอาการ (watchful waiting)
หากรูรั่วมีขนาดเล็ก และไม่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจเลือกติดตามอาการโดยไม่ต้องทำหัตถการหรือผ่าตัดรักษา เพราะรูรั่วบางส่วนสามารถปิดเองได้เมื่อเด็กโตขึ้น
แพทย์จะนัดตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อตรวจสอบว่าหัวใจยังทำงานเป็นปกติหรือไม่
2. การใช้ยา (medications)
ในกรณีที่รูรั่วส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ แพทย์อาจให้ยาเพื่อช่วยควบคุมอาการ เช่น
ยาขับปัสสาวะ (diuretics) เพื่อลดปริมาณของเหลวส่วนเกินและลดภาระของหัวใจ
ยาลดความดันในปอด (pulmonary hypertension medications) เพื่อป้องกันภาวะความดันเลือดในปอดสูง
ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ (beta-blockers หรือ digoxin) เพื่อช่วยให้หัวใจทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. การปิดรูรั่วด้วยสายสวนหัวใจ (catheter-based closure)
ใช้สำหรับ VSD ขนาดกลาง ที่ทำให้เกิดอาการ แต่ยังไม่รุนแรงพอที่จะต้องผ่าตัดเปิดหัวใจ
ทำโดยสอดสายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดและใส่อุปกรณ์ปิดรูรั่วโดยไม่ต้องผ่าตัด
ลดความเสี่ยงและใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่าการผ่าตัด
4. การผ่าตัดปิดรูรั่ว (surgical repair)
ใช้ในกรณีที่ VSD มีขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อหัวใจและปอด หรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจล้มเหลว
ศัลยแพทย์จะทำการเปิดหัวใจและปิดรูรั่วด้วยแผ่นเนื้อเยื่อ หรือวัสดุสังเคราะห์
หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องพักฟื้นและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
5. การรักษาภาวะแทรกซ้อน
หาก VSD ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตในปอดสูง หรือภาวะหัวใจล้มเหลว แพทย์อาจต้องใช้ ยารักษาโรคร่วมกัน หรือ พิจารณาการผ่าตัดเพื่อป้องกันภาวะรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
การดูแลหลังการรักษา
ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
อาจต้องใช้ ยาป้องกันการติดเชื้อเยื่อบุหัวใจ (infective endocarditis prophylaxis) ในบางกรณี
ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่หนักเกินไปในช่วงพักฟื้น
การป้องกันโรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว
เนื่องจาก VSD เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด จึงไม่มีวิธีป้องกันได้ 100% อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพของมารดาระหว่างตั้งครรภ์และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่เป็น VSD สามารถช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบของโรคได้
1. การป้องกันสำหรับมารดาระหว่างตั้งครรภ์
- ฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรก และตรวจติดตามพัฒนาการของทารกอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงสารอันตราย เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาเสพติด และสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
- ควบคุมโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน (rubella vaccine) ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
- รับประทานโฟลิกและวิตามินระหว่างตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยพัฒนาระบบหัวใจและหลอดเลือดของทารก
2. การป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่มี VSD
- ตรวจติดตามอาการเป็นระยะ โดยเฉพาะในเด็กที่มี VSD ขนาดเล็ก ซึ่งอาจปิดเองได้
- ป้องกันการติดเชื้อเยื่อบุหัวใจ (infective endocarditis) โดยการรักษาสุขภาพช่องปากให้ดี และหลีกเลี่ยงการติดเชื้อที่อาจแพร่กระจายไปยังหัวใจ
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจกระทบต่อหัวใจ ที่แพทย์แนะนำ
- ควบคุมภาวะความดันโลหิตและโรคหัวใจอื่น ๆ หากมีความเสี่ยง
3. การให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม
- หากครอบครัวมีประวัติ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนวางแผนตั้งครรภ์
- ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำการตรวจพันธุกรรมของทารกในครรภ์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติแต่กำเนิด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว
1. โรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่วอันตรายไหม?
- หากรูรั่วมีขนาดเล็ก มักไม่เป็นอันตรายและอาจปิดเองได้ แต่หากรูรั่วมีขนาดใหญ่ อาจทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจล้มเหลว หรือความดันโลหิตในปอดสูง
2. โรค VSD รักษาหายไหม?
- ในบางกรณี รูรั่วอาจปิดเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่ถ้ารูรั่วมีขนาดใหญ่หรือทำให้เกิดอาการรุนแรง อาจต้องรักษาด้วยยา การปิดรูรั่วด้วยสายสวน หรือการผ่าตัด
3. เด็กที่มี VSD สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือไม่?
- ส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยเฉพาะหากรูรั่วมีขนาดเล็กและไม่มีอาการรุนแรง อย่างไรก็ตาม ควรได้รับการติดตามอาการและดูแลสุขภาพหัวใจอย่างต่อเนื่อง
4. โรค VSD ต้องผ่าตัดทุกกรณีหรือไม่?
- ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกกรณี หากรูรั่วมีขนาดเล็กและไม่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ แพทย์อาจเฝ้าติดตามอาการ แต่หากรูรั่วมีขนาดใหญ่และส่งผลต่อหัวใจหรือปอด อาจต้องเข้ารับการผ่าตัด
5. โรคนี้สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่?
- ใช่ ในบางกรณีสามารถปิดรูรั่วได้โดยใช้ สายสวนหัวใจ (catheter-based closure) หรือใช้ยาเพื่อควบคุมอาการโดยไม่ต้องผ่าตัด
สรุป
โรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างรั่ว (ventricular septal defect: VSD) เป็นภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดที่เกิดจากรูรั่วระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและขวา หากรูรั่วมีขนาดเล็ก อาจไม่ส่งผลกระทบและสามารถปิดเองได้ แต่หากมีขนาดใหญ่ อาจทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตในปอดสูงหรือภาวะหัวใจล้มเหลว
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยมีตั้งแต่การเฝ้าติดตาม การใช้ยา ไปจนถึงการปิดรูรั่วด้วยสายสวนหรือการผ่าตัด การวินิจฉัยที่แม่นยำและการดูแลอย่างเหมาะสมช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
สำหรับผู้ที่มองหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและแนวทางการรักษาโรคต่าง ๆ สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ The Medicative แหล่งรวมความรู้ด้านสุขภาพที่ครอบคลุม พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิ์การรักษา เพื่อช่วยให้คุณมีความเข้าใจและมีข้อมูลสำหรับการดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น


